Go to www.iclicknews.com
Live&Travel

"เปิดมิติใหม่ ท่องเที่ยวตลาดน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Writer : by BLOGGER นักเดินทาง

Photo : by KRITTIKA

         

แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำประวัติศาสตร์ ใช้สัญจรเดินทาง ค้าขาย การสัญจรเดินทาง ท่องเที่ยว นับหลายร้อยปี...
และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง สุดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ เราสามารถล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ วิถีชีวิตชาวบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น และอื่นๆอีกมากมาย
บางคนอาจจะชอบนั่งเรือไปชมตลาดน้ำ สวนกล้วยไม้ สวนผลไม้ และสวนผัก อื่นๆ ที่เรียงรายอยู่สองฝั่งแม่น้ำ แต่ถ้าให้ดี ควรเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่เช้าตรู่ จะได้ไม่ร้อนเกินไป ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่หน้าหนาว พอสายแดดจะแรงมาก
ตลาดน้ำทุกวันนี้ ยังเป็นแม่เหล็กจูงใจ ให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนไปสัมผัส สเน่ห์ของตลาดน้ำ คือ วิถีชีวิตพื้นเมืองชาวบ้าน สไตล์ไทยๆ ซึ่งไม่เหมือนที่อื่น และล่าสุดตลาดน้ำแห่งใหม่ก็ได้อุบัติขึ้น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ห้างสรรพสินค้าระดับหรู ICON SIAM
ตลาดน้ำแห่งนี้ได้รวมบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ นำสินค้ามานั่งขายบนเรือ ในบรรยากาศแบบตลาดน้ำทั่วไป แต่ที่นี่ไม่ร้อนเพราะเป็นตลาดน้ำติดแอร์
ไฮไลท์ของตลาดน้ำที่นี่ คือ อาหารพื้นเมือง ขนมพื้นเมือง ระดับสุดยอดของแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศไทย เรื่องรสชาติไม่ต้องห่วง อร่อยแน่นอน ราคาก็เหมาะสม
"ปลาของเรามีหลายอย่าง เป็นปลาชิงชังแปรรูป อบแห้ง มีแบบสมุนไพร แบบเผ็ด " แม่ค้าบรรยายให้เราฟัง จนสุดท้ายเราก็ต้องอุดหนุน ซื้อติดมือกลับบ้าน
ตลาดน้ำ ICON SIAM ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่นักเที่ยว นักช้อป ต้องไปสัมผัสของจริง ยิ่งช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ใครที่ไม่ได้ไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัด ลองแวะมาเยือนตลาดน้ำที่นี่ดู


แม่น้ำเจ้าพระยา หล่อเลี้ยงชาวไทย มาทุกยุค
เมอซิเออ เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่เดินทางมาถวายพระราชสาส์นเจริญพระราชไมตรีกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บรรยายถึงแม่น้ำเจ้าพระยาว่า"...แม่น้ำ (Menam) ไหลผ่านตั้งแต่เมืองเชียงใหม่จนกระทั่งตกทะเล กล่าวคือจากเหนือมาใต้ คำว่า แม่น้ำ นี้ มีความหมายเช่นเดียวกับแม่น้ำ (Mere-eau) อันแปลว่าลำน้ำใหญ่ (grande eau) แม่น้ำนี้ได้รับน้ำจากลำน้ำลำห้วยหลายสายระเรื่อยมาทั้งสองฟากฝั่งจากเทือกเขาทั้งสองด้านที่กล่าวถึงนั้น แล้วก็ไหลลงสู่ปากอ่าวสยามแยกออกเป็นสามแคว แควที่ใช้ในการเดินเรือได้สะดวกนั้นคือลำน้ำสายทางด้านทิศตะวันออก"
บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ ซึ่งร่วมเดินทางมาในคณะราชทูตเชอร์วาลิเอร์ เดอ โชมองต์ ของพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ได้บรรยายถึงลักษณะของสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยา"...เราไปถึงปากน้ำในตอนกลางคืนค่อนข้างดึก ที่ตรงนั้นมีความกว้างราวหนึ่งลิเออ และเมื่อแล่นทวนน้ำขึ้นไปสักครึ่งลิเออ ความกว้างของแม่น้ำลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ของลิเออ และเหนือขึ้นไปอีกเล็กน้อยตอนกว้างที่สุดก็เหลือประมาณร้อยหกสิบก้าวเท่านั้น แม่น้ำของเขางดงามมากและมีความลึกพอสมควร สันดอนนั้นเป็นกองโคลนในทะเลอยู่ตรงปากทางเข้าแม่น้ำ ตอนน้ำขึ้นสูงสุดจะมีความลึกเพียงสิบสองถึงสิบสามฟุตเท่านั้นเอง ทิวทัศน์ของแม่น้ำนั้นงดงามนัก ทั้งสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มอยู่เป็นอาจิณ และเบื้องหลังออกไปเป็นท้องทุ่งอันไพศาลแลสุดสายตาเต็มไปด้วยต้นข้าว..."
เชอวาลิเอร์ เดอ ฟอร์บัง นายทหารเรือฝรั่งเศสที่ร่วมเดินทางมาในคณะราชทูต เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ ก็บรรยายถึงสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยาความว่า"...เราเดินทางต่อไปเรียบร้อยจนถึงสันดอน (ปากแม่น้ำเจ้าพระยา) ได้ทอดสมอลงเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ นับตั้งแต่วันออกจากท่าเรือเมืองเบรสต์ เราเดินทางมารวมเวลาหกเดือนเศษ สันดอนนี้ไม่ใช่อื่นไกล คือ เนินดินและโคลนที่กระแสน้ำซัดลงมาทิ้งไว้ห่างจากปากน้ำประมาณสองร้อยเส้น ที่ตรงเส้นนี้น้ำตื้นมากเวลามีน้ำขึ้นก็ไม่ลึกเกินกว่าสองวาครึ่ง เหตุฉะนั้นเรือขนาดใหญ่จึงข้ามสันดอนไปไม่ได้..."
"เมื่อเรือมาถึงปากน้ำ ก็ค่ำมืดลง แม่น้ำนี้เป็นแม่น้ำใหญ่ที่สุดแม่น้ำหนึ่งในบูรพาทิศ คนไทยเรียกชลธารนี้ว่า "แม่น้ำ" ซึ่งแปลว่า "แม่ของน้ำ" เวลานั้นน้ำทะเลกำลังไหลขึ้น เรือต้องทวนน้ำเราจึงแวะเข้าฝั่ง ได้แลเห็นเรือขัดแตะมุงหลังคาจากสามหรือสี่เรือน ม.วาแชร์บอกข้าพเจ้าว่าผู้ว่าราชการปากน้ำอยู่ที่หมู่บ้านนั้น"
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จอห์น ครอว์เฟิร์ด ทูตชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศไทยในรัชกาลที่ ๒ ได้บรรยายถึงแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ว่า"...บริเวณที่ใกล้กับแม่น้ำเหนือขึ้นไปประมาณ ๑๒ ไมล์ เป็นบริเวณที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก เนื่องจากน้ำเค็มและบางครั้งก็มีน้ำท่วม ...พ้นจากช่วงนี้ไปและตลอดทางไปจนถึงเมืองหลวงสองฝั่งแม่น้ำเริ่มเป็นที่ดอนเราจะสังเกตเห็นผืนแผ่นดินที่มีการเพาะปลูกอย่างอุดมสมบูรณ์ ทั้งนาข้าว สวนผลไม้ และท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมนั้นมีหมู่บ้านตั้งอยู่มากมาย..."
ถึงรัชกาลที่ ๔ บันทึกรายวันของเซอร์ จอห์น เบาริง อัครราชทูตอังกฤษซึ่งอัญเชิญพระราชสาสน์ของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียเข้ามาเจริญพระราชไมตรีกับประเทศสยามได้บรรยายสภาพภูมิศาสตร์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ว่า"...แม่น้ำมีลักษณะงดงามหนาแน่นไปด้วยพืชพรรณอันอุดมยิ่ง ตามริมฝั่งมองเห็นกระท่อมไม้ไผ่เป็นระยะๆ ท่ามกลางใบไม้หลายชนิดซึ่งมีสีเขียวสดใสงดงามอย่างชนิดงานศิลปะไม่อาจลอกเลียนได้ ผลไม้และดอกไม้ห้อยอยู่ตามกิ่งไม้นับเป็นพันๆ เราสังเกตว่าแม้แต่สัตว์ป่าก็แทบจะไม่ตื่นกลัวเมื่อเราเข้ามาใกล้ ปลาแหวกว่ายตลอดสองฝั่งที่เต็มไปด้วยโคลน นกนั่งมองเราขณะที่เราผ่านไป บ้างก็บินไปรอบๆ เหนือศีรษะเรา.....เรามาถึงจุดหมาย (กรุงเทพฯ) ในเวลาประมาณ ๖ นาฬิกา มองเห็นแสงของหิ่งห้อยส่งประกายวาบวับเป็นจำนวนมาก เสียงที่เกือบจะเหมือนเสียงคนของตุ๊กแกส่งเสียงร้องบ่อยๆ การ้องเสียงดัง และสุนัขยิ่งเห่าดังกว่า ดูเหมือนว่าในเขตอากาศร้อนชื้นนี้จะมีความกระปรี้กระเปร่าอันน่าอัศจรรย์ในชีวิตของพืชและสัตว์ ตลอดจนพลังอำนาจและความรื่นรมย์และดูเหมือนว่ามนุษย์จะมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นๆ เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ แมลง สัตว์ ต้นไม้ดำรงชีวิตอยู่ในลักษณะที่แตกต่างจากที่พวกเราเห็นมันในเขตอากาศอันน่าซึมเศร้าของพวกเรา..."
อเล็กซานเดอร์ อังรี มูโอต์ นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางมาสำรวจดินแดนไทย ลาว กัมพูชา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ ได้บันทึกไว้ว่า"...แม่น้ำเจ้าพระยา (Meanam) มีความงดงามสมกับฉายา "Mother of Waters" และมีความลึกขนาดที่เรือกลไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยังสามารถแล่นเลียบริมฝั่งแม่น้ำไปได้โดยปราศจากอันตราย ใกล้จนสามารถได้ยินเสียงนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงและเสียงหึ่งๆของแมลงนับหมื่นนับแสนตัว ดังก้องไปทั่วดาดฟ้าเรือตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ทัศนียภาพโดยทั่วๆไปดูงดงามราวกับภาพวาด ตลอดสองฝั่งแม่น้ำมีบ้านเรือนตั้งอยู่เป็นจุดๆ ไกลออกไปแลเห็นหมู่บ้านปลูกเรียงรายอยู่เป็นหย่อมๆ สร้างความหลากหลายแก่ทัศนียภาพเป็นอย่างยิ่ง..."
และเทาเซนต์ แฮรีส ทูตชาวอเมริกันที่เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศสยามได้บรรยายถึงแม่น้ำเจ้าพระยาไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ไว้ว่า"...ภาพภูมิประเทศในตอนนี้สวยงามอย่าสุดที่จะพรรณนา น้ำกำลังขึ้นและเกือบจะท่วมฝั่งดิน มีต้นไม้ยื่นลงมาเหนือสายน้ำหลายแห่งทอดกิ่งก้านสัมผัสกับพื้นน้ำ ที่นี่เราเห็นต้นฝ้าย ต้นไผ่เหลือง (feather bamboo) หมาก และมะพร้าว ไม้จำพวกลำเจียกและเตย กับต้นไม้อื่นๆ ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักเพิ่มเติมจากที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงไว้แล้ว (ยกเว้นต้นโกงกาง) แสงแดดยามตะวันคล้อยต่ำทอมาอ่อนๆ ผ่านกลุ่มเมฆบางๆ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและสดชื่น ด้วยอากาศอันเย็นฉ่ำเหมือนดังได้อยู่ ณ สรวงสวรรค์ หลังจากที่เราต้องทนอุดอู้อยู่กับอากาศร้อนจัด ณ ที่จอดเรือนอกสันดอนมาแล้ว...สีเขียวชอุ่มช่างสวยงามมากและอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ท่ามกลางสีอันสวยสดนี้ สีเขียวอ่อนของต้นโกงกางจะจับตาตั้งแต่ขณะแรกที่ท่านเข้าไปใกล้ฝั่งจนพอเห็นความอ่อนแอของสีอย่างเด่นชัด สีเขียวของต้นโกงกางนี้มีอยู่เรื่อยขึ้นไปตามลำแม่น้ำเป็นระยะทางไกลพอดู ครั้นแล้ว (เหนือปากน้ำขึ้นมา) สีเขียวของต้นโกงกางก็จะผสมกับสีเขียวเข้มกว่าของต้นสนและต้นจาก..."
พระเจ้านิโคลาสที่ ๒ แห่งรัสเซีย เมื่อครั้งทรงเป็นมกุฎราชกุมารได้เสด็จเยือนประเทศสยาม ได้ให้เจ้าชายอี ออคทอมสกี้ บันทึกสิ่งที่พบเห็นในการเดินทางและเมื่อถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ได้บันทึกไว้ว่า"...เวลาเช้าตรู่ เรือหลวงก็ค่อยๆ แล่นผ่านปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาอย่างช้าๆ ถ้าจะว่ากันตามหลักแล้ว ...ชายฝั่งที่แลเห็นนั้นก็แสดงให้เห็นชัดว่ามีซากใบไม้ทับถมอยู่หนาทีเดียว ฉะนั้นการเพาะปลูกจึงได้ผลงอกงามเป็นอันมากจากพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ได้......แม่น้ำเจ้าพระยา (แม่ผู้เป็นใหญ่ของน้ำ) ซึ่งทำให้ผืนแผ่นดินที่ราบอันกว้างใหญ่ตามลุ่มแม่น้ำอุดมสมบูรณ์ เป็นชื่อที่ผู้คนพลเมืองพากันตั้งให้เหมือนกับที่เรียกแม่น้ำไนล์ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่บริเวณพื้นที่ราบในภาคกลางต่ำลงมาตลอดไปจนถึงในอ่าว นอกจากนั้นยังทำให้ชายฝั่งตื้นเป็นแนวยาวลงไปทางใต้มากขึ้นทุกที เมื่อประมาณสองสามร้อยปีมานี่เอง ที่ๆ เราเห็นวัดตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวชอุ่มขณะนี้ เคยเป็นชายหาดอันว่างเปล่าและมีลมพัดแรงมากมาก่อน..."
กรุงเทพมหานครอันตั้งอยู่ ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน เมื่อ ๓๐๐-๔๐๐ ปีก่อนในสมัยอยุธยานั้น มีชื่อว่าเมืองบางกอก และยังมีสภาพเป็นเมืองเล็กๆ ดังบันทึกของชาวต่างชาติที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยา สมัยพระเจ้าทรงธรรม (รัชกาลที่ ๒๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา) นายอดัม เดนตัน ผู้แทนการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ที่เข้ามาทำการค้าที่กรุงศรีอยุธยา ได้บันทึกว่า"จากชายฝั่งของประเทศสยาม ตนและพวกสหายได้เดินทางขึ้นไปตามแม่น้ำ ๒๕ ไมล์ ก็ถึงเมืองๆ หนึ่ง ชื่อบางกอก (Bancope =Bangkok) ณ เมืองนี้พวกเขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เดินทางไกลไปอีก ๑๐๐ ไมล์ ก็ถึงกรุง (ของสยาม) ที่นั่นพระเจ้าแผ่นดินและประชาชนจัดหาสิ่งที่พวกเขาประสงค์ให้ทุกอย่าง"
สมัยพระเจ้าปราสาททอง (รัชกาลที่ ๒๔ แห่งกรุงศรีอยุธยา) นายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ผู้อำนวยการทางการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ประจำกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวถึงเมืองบางกอกว่า"บางกอกเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีกำแพงล้อมรอบ ตั้งอยู่ทางริมฝั่งแม่น้ำห่างจากทะเลประมาณ ๗ ไมล์ และมีทุ่งน่าที่อุดมสมบูรณ์ แม่น้ำเจ้าพระยา (Menam) และแม่น้ำท่าจีน (Taatsyn) มาบรรจบกันที่จุดนี้รอบๆ เมืองมีบ้านเรือนตั้งอยู่จำนวนมาก และมีทุ่งนาที่อุดม..."
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (รัชกาลที่ ๒๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา) บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ บาทหลวงคณะเยซูอิตฝรั่งเศสได้บันทึกถึงเมืองบางกอกว่า"...เมืองบางกอก (Bancok) อันเป็นเมืองด่านแห่งแรกของราชอาณาจักรซึ่งตั้งอยู่ลึกจากปากน้ำเป็นระยะทางสิบลิเออ (ประมาณ ๓๐ ไมล์)..."สำหรับสถานที่สำคัญริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในประวัติศาสตร์นั้น สถานที่สำคัญในสมัยอยุธยาคงเหลือแต่ชื่อ จากบันทึกของชาวต่างชาติได้กล่าวถึง ด่านขนอนที่เมืองบางกอกป้อมแก้ว ป้อมทับทิมที่เมืองตลาดขวัญ (นนทบุรี) และโกดังสินค้าของฮอลันดาที่กรุงศรีอยุธยา
พ่อค้าชาวดัตช์ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมได้บันทึกถึงขนอนบางกอกอันเป็นด่านภาษีแห่งแรกเมื่อเดินทางถึงราชอาณาจักรสยามไว้ว่า"...ขนอนบางกอก (Canen Bangkok) ซึ่งเรือและสำเภาทุกลำไม่ว่าจะมาจากชาติใดก็ตามจะต้องหยุดจอดทอดสมอและแจ้งให้ด้านนี้ทราบก่อนว่าจะเข้ามาเพื่อจุดประสงค์อันใด บรรทุกสินค้ามาจากไหน มีผู้ใดมากับเรือบ้าง และมีสินค้าอะไรบ้างที่บรรทุกมา ก่อนที่เรือเหล่านั้นจะล่วงล้ำหรือเดินทางเข้าไปกว่านั้น จากบางกอกขึ้นมาประมาณ ๑ ไมล์ มีด่านศุลกากรอีกแห่งหนึ่งเรียกว่า บ้านตะนาว ซึ่งเรือทุกลำที่จะขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาจะต้องหยุดตรวจอีกครั้งหนึ่ง เพราะอยู่ในรัศมีไม่ไกลจากกรุงศรีอยุธยา ในทำนองเดียวกัน เมื่อเรือจะกลับออกไป และเมื่อผ่านด่านภาษี ที่บ้านตะนาวอีกก็จะต้องหยุดทอดสมอเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะออกเดินทางไปไหนมีสินค้าสัมภาระและบรรทุกใครออกไปบ้าง ในเรื่องเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัตินั้นผู้ที่ออกไปจะต้องได้รับหนังสือพระราชทานสำคัญเสียก่อนเรียกว่า ตราหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง (ใบผ่าน) ซึ่งจะต้องนำไปแสดงที่ด่านภาษีที่บางกอก ซึ่ง ณ ที่นี่ เรือจะต้องหยุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจ่ายอากรแผ่นดินสำหรับเรือและสินค้า หากไม่ปฏิบัติตามนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นนายเรือหรือเจ้านายอื่นๆ ก็ตาม จะถูกยึดเรือทันที"
บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ ในคณะราชทูตฝรั่งเศสชุดแรกที่เดินทางมาประเทศสยาม ได้พรรณาเรื่องป้อมปืนที่เมืองตลาดขวัญไว้ว่า"...เมื่อเช้านี้ เราผ่านป้อมปืนสร้างด้วยไม้สองป้อมซึ่งยิงสลุดให้แก่เรา ป้อมหนึ่งสิบนัด อีกป้อมหนึ่งแปดนัด ที่ป้อมทั้งสองนี้มีแต่ปืนเหล็กหล่อ และดินดำดีมาก ป้อมทางขวามองของข้าพเจ้าชื่อป้อมแก้ว (Hale de crystal) และป้อมทางซ้ายมือชื่อ ป้อมทับทิม (Hale derubis) ที่ตรงนี้เจ้าเมืองบางกอกได้มาอำลาท่านราชทูตด้วยสุดเขตการปกครองของตนแล้ว และเจ้าเมืองจังหวัดตลาดขวัญ (Teland-couan) ได้ลงเรือบังลังก์มาเยี่ยมคำนับ เรือของเขามีฝีพายถึงหกสิบคน"
และนิโกลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาราชอาณาจักรสยาม และพำนักอยู่นานถึง ๕ ปีได้เขียนหนังสือสือเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม และกล่าวถึงโรงสินค้าของฮอลันดาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กรุงศรีอยุธยาไว้ว่า"สำหรับพวกชาวฮอลันดานั้น...อาคารที่พวกเขาสร้างขึ้นริมฝั่งแม่น้ำในบริเวณใกล้นครหลวง (อยุธยา) นั้นนับว่างามและโอ่อ่าที่สุดในราชอาณาจักร... พวกเขายังมีอาคารอีกหนึ่งที่ใกล้ปากน้ำ อันเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับการจอดเทียบเรือมาก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ไปได้นานสักเท่าไหร่ เพราะตั้งอยู่ใกล้ชายป่านัก ด้วยปรากฏว่ามีเสือมาเยือนอยู่บ่อยๆ วันหนึ่งกะลาสีหลายคนดื่มเหล้าแล้วนอนหลับไปเสือเลยมาลากเอาไปกินเสีย"


  --  
iClickNews.com