Go to www.iclicknews.com iclick
Live&Travel

แกะรอย "ปราสาทเมืองสิงห์" อาณาจักรเก่าแก่

by BLOGGER : นักเดินทาง

         

อาณาจักรเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ต้องเดินทางไปสัมผัส นั่นคือ อุทยานประวัติศาสตร์ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี
อาณาจักรแห่งนี้ได้ถูกค้นพบ โดยพบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดในบริเวณเมืองสิงห์นั้น ได้จากการขุดค้นบริเวณริมแม่น้ำแควน้อยนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ หลักฐานดังกล่าวเป็นหลุมฝังศพมนุษย์และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ฝังร่วมกับศพ อาทิ ภาชนะดินเผา แวดินเผา ภาชนะสำริด ขวานสำริด ทัพพีสำริด กำไลสำริด ลูกปัดหินอะเกตและคาร์นีเลียน กำไลหิน ลูกปัดแก้ว กำไลเปลือกหอย ฯลฯ
หลักฐานเหล่านี้คล้ายคลึงกับที่พบที่บ้านดอนตราเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวปลายยุคโลหะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้มีคนเข้ามาทำกิจกรรมก่อนหน้าที่จะสร้างเมืองเป็นเวลานานนับพันปี แต่น่าเสียดาย ที่ไม่ปรากฏหลักฐานแสดงความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมของบริเวณนี้จากสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาสู่ยุคที่มีการสร้างเมือง
วันนี้ปราสาทเมืองสิงห์ ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกระแส ออเจ้า ส่งผลให้คนไทยทุกเพศ ทุกวัย หันมาสนใจแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ นักเดินทางเองได้เดินทางไปเยือนสถานที่แห่งนี้หลายครั้งแล้ว แต่ครั้งล่าสุดที่เดินทางไปสัมผัส พบว่า มาการปรับปรุงและบูรณะให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น
หากเรานำรถส่วนตัวเข้าไปในบริเวณของอุทยานปราสาทเมืองสิงห์นั้น แล้วอาจจะใช้วิธีขับรถชมวิวทิวทัศน์ บรรยากาศรอบๆก่อน แล้วค่อยเจาะว่าจะไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวตรงไหนก่อน
หรือจะจอดรถไว้แล้วเลือกใช้การเดินท่องเที่ยว หรือปั่นจักรยานเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้ก็ได้ แต่ต้องช่วงเช้าๆ หรือเย็นๆ เพราะว่าอากาศที่นี่ร้อนอบอ้าวมาก ยกเว้นมาเที่ยวหน้าฝนหรือหน้าหนาว
ปราสาทเมืองสิงห์ มีจุดไฮไลท์หลายแห่งด้วยกัน เริ่มจากโบราณสถานหมายเลข 1 อาคารขนาดใหญ่ตรงกับประตูเมืองสิงห์ ด้านทิศตะวันออก สร้างด้วยศิลาแลงฉาบปูน มีลวดลายปูนปั้นประกอบ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยกำแพงแก้วล้อมรอบ ยกพื้นเป็นชานรูปกากบาทปูด้วยศิลาแลง ตัวปราสาทมีระเบียงคด ปรางค์ประธาน ซุ้มประตู ทั้งสี่ทิศ มีร่องรอยการตั้งรูปเคารพโดยรอบ ภายในระเบียงคดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือเรียกว่า บรรณาลัย
ตามมาด้วยโบราณสถานหมายเลข 2 หมายเลข 3 หมายเลข 4 พิพิธภัณฑ์ และจุดชมวิวทิวทัศน์ หากเราเดินเที่ยวไป เซลฟี่ไป ก็อาจจะเพลิดเพลินใจไม่น้อย เรียกว่าลืมความร้อนไปได้เลย
และถ้าอยากสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนยุคก่อนประวัติศาาสตร์ ก็ควรแวะไปเที่ยวชมหลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณด้านนอกกำแพงเมือง ด้านทิศใต้ติดกับแม่น้ำแควน้อย ที่แห่งนี้มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 2,000 ปี จำนวน 4 โครง พร้อมภาชนะเครื่องใช้ ภาชนะดินเผา ภาชนะสำริด เครื่องมือเหล็ เครื่องประดับเปลือกหอย ลูกปัดหินอาเกตและคาร์เนเลี่ยน และลูกปัดแก้ว เป็นต้น
และห้ามพลาดจุดชมวิว อยู่ใกล้กับบริเวณหลุมฝังศพ ติดกับริมแม่น้ำแควน้อย บรรยากาศจะสวยงาม ด้วยต้นไม้ ป่าไม้สีเขียวครึ้ม ตัดกับภาพสายน้ำที่ไหลผ่านขุนเขา ป่าไม้ ดูธรรมชาติแล้วจิตใจร่มเย็นขึ้นเยอะ...
อุทยานประวัติศาสตร์ "เมืองสิงห์" ยังรอคอยนักเดินทาง ที่ต้องการสัมผัสความยิ่งใหญ่ของวิถีชีวิต โบราณสถาน โบราณวัตถุ ในยุคสมัยขอม อาณาจักรที่รุ่งเรืองในอดีต แต่ยังคงความยิ่งใหญ่อลังการ์ในยุคดิจิทัล


อุทยานประวัติศาสตร์ "เมืองสิงห์"
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงปกครองบ้านเมืองคงจะมีพระราชดำริว่า เมืองสิงห์เป็นเมืองเล็กไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด จึงไม่ได้มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองปกครอง และในทำเนียบศักดินาหัวเมืองก็ไม่ปรากฏชื่อเมืองสิงห์อยู่เลย จึงเป็นที่เข้าใจว่าเมื่อขอมหมดอำนาจลงแล้ว เมืองสิงห์ก็คงถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้างไป เมืองสิงห์ปรากฏหลักฐานอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้ทรงสถาปนาเมืองสิงห์ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่มีฐานะเป็นเพียงเมืองหน้าด่านเล็กๆ มีเจ้าเมืองปกครองและขึ้นอยู่กับเมืองกาญจนบุรี แต่เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่กันดาร เจ้าเมืองจึงไม่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี้ แต่ทว่าไปอยู่ที่บ้านโป่ง และส่งหมวดลาดตระเวณไปคอยตรวจตราเป็นประจำ เจ้าเมืองจะขึ้นไปบัญชาการที่เมืองนี้ก็เฉพาะแต่กรณีฉุกเฉินบางครั้งบางคราวเท่านั้น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานนามให้แก่เจ้าเมืองต่างๆ ที่ครองเมืองด่านเล็กๆ ตามลำน้ำแควน้อยนี้ใหม่ทั้งหมด เช่น โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเจ้าเมืองไทรโยคว่าพระนิโครธาภิโยค พระราชทานนามเจ้าเมืองท่าตะกั่วว่า พระชินดิษฐบดี สำหรับเมืองสิงห์เจ้าเมืองได้รับพระราชทานนามว่า "พระสมิงสิงห์บุรินทร์" เมืองสิงห์ยังคงดำรงฐานะเป็นเมืองเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นใหม่ ครั้งนี้เมืองสิงห์ถูกลดฐานะลงเป็นตำบลเรียกกันว่าตำบลสิงห์เรื่อยมาจนทุกวันนี้
เมืองสิงห์ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเมืองสิงห์เป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2478 เรื่องกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ แต่ยังไม่ได้กำหนดขอบเขต การกำหนดขอบเขตโบราณสถานมีขึ้นในปี 2503 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 77 ตอนที่ 60 ลงวันที่ 29มิถุนายน 2503 มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 718 ไร่ 3 งาน และกรมศิลปากรได้มีหนังสือลงวันที่ 29 สิงหาคม 2503 ถึงกรมที่ดิน เพื่อขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เมื่อพนักงานที่ดินจังหวัดดำเนินการรังวัดสอบเขต แล้วจึงได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มีเนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา โดยกรมศิลปากรได้รับหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนี้ไว้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2505
หลังจากนั้นจนกระทั่ง พ.ศ. 2517 จึงได้เริ่มดำเนินการเพื่อการบูรณะพัฒนาพื้นที่ โดยการดำเนินการถากถางทำความสะอาด ขุดแต่งขุดค้น บูรณะโบราณสถาน ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ปรับปรุงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น และดำเนินการจัดการในรูปของอุทยานประวัติศาสตร์ เมื่อการดำเนินการเสร็จ ต่อมาปีพุทธศักราช 2530 เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พระพรรษา รัฐบาลได้มีนโยบายให้มีการเฉลิมฉลองสมโภชยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ กรมศิลปากร ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีดำริเพื่อจะดำเนินการเพื่อสนองนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล เช่นการเปิดอุทยานประวัติศาสตร์เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั่วไปได้เข้าชมและศึกษาหาความรู้ อุทยานประวัติศาสตร์ที่กรมศิลปากรมีกำหนดเปิดเป็นทางการเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. 2530คืออุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลจากขอมอันมีอยู่เพียงแห่งเดียวทางภาคตะวันตกของประเทศไทย และตั้งอยู่ที่ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยเหตุนี้กรมศิลปากรจึงมีดำริและพิจารณาให้โครงการอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เร่งดำเนินการขุดแต่ง และบูรณะ อีกทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ในเขตโบราณถสานแห่งนี้ให้แล้วเสร็จทันการเฉลิมฉลองดังกล่าว จึงได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาเป็นองค์ประธานในพิธี และนับว่าเป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย
หมายเหตุ* ค่าเข้าชม หากนำรถยนต์เข้าไปบริเวณอุทยานฯ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค่าเข้าชมโบราณสถาน คันละ 50 บาท และค่าเข้าชมคนละ 20 บาท ผู้สูงวัย ฟรี


  --  
iClickNews.com