Go to www.iclicknews.com
Special Scoop

ธุรกิจแบงก์แข่ง 'โกย' กำไร

ธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการ 9 เดือน ปี 60 กำไร 28,631 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพรายงาน กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2560 จำนวน 8,161 ล้านบาท 'เคทีซี' กำไรพุ่ง 2,365 ล้านบาท ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ โต 7.1% NPL ลูกหนี้ต่ำ เร่งพัฒนาเทคโนโลยี ผู้นำดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ ซีไอเอ็มบี ไทย 9 เดือน มีรายได้จำนวน 9,838.6 ล้านบาท เพิ่ม 145.3 ล้านบาท เกียรตินาคินภัทร ผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2560 รายได้พุ่ง
แบงก์ใหญ่ กำไรพุ่ง
ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยประกาศผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2560 โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 28,631 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 4.34% ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 28,631 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 1,299 ล้านบาท หรือ 4.34% ส่วนใหญ่เกิดจากธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและภาษีเงินได้จำนวน 70,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 1,650 ล้านบาท หรือ 2.39% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 3,467 ล้านบาท หรือ 5.20% และมีอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.44% โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 652 ล้านบาท หรือ 1.34% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,887 ล้านบาท หรือ 6.49% นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 1,165 ล้านบาท หรือ 2.52% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 40.16%
ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3 ปี 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 9,473 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 487 ล้านบาท หรือ 5.42% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 367 ล้านบาท หรือ 1.57% และมีอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.47% รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 468 ล้านบาท หรือ 2.93% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 487 ล้านบาท หรือ 3.07% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 40.70% ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 ธนาคารและบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 2,863,314 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 จำนวน 20,036 ล้านบาท หรือ 0.70% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิ และเงินให้สินเชื่อ สำหรับเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 อยู่ที่ระดับ 3.30% ขณะที่สิ้นปี 2559 อยู่ที่ระดับ 3.32% อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 อยู่ที่ระดับ 140.66% ขณะที่สิ้นปี 2559 อยู่ที่ระดับ 130.92% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 อยู่ที่ 18.23% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 15.91%
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 16,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2559 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.30 สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 11,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 สาเหตุหลักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ โดยส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมจากบริการกองทุนรวมและบริการประกันผ่านธนาคาร และค่าธรรมเนียมจากการอำนวยสินเชื่อ สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีจำนวน 11,939 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.3 ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 41.9 ส่งผลให้กำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) สำหรับไตรมาส 3 ปี 2560 มีจำนวน 8,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2560 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 1,938,619 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับ ณ สิ้นปี 2559 สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพคิดเป็นร้อยละ 3.8 ของเงินให้สินเชื่อรวม อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงติดตามดูแลคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและรักษาระดับเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารอยู่ที่ 135,840 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.0 ของเงินให้สินเชื่อ
ด้านเงินกองทุน ในเดือนกันยายน 2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางการระบุและกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบ (Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs) โดยกำหนดให้ธนาคารในฐานะธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบต้องดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสียหาย (Higher loss absorbency) โดยให้ทยอยดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 0.5 ในแต่ละปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 จนอัตราส่วนเพิ่มเป็นร้อยละ 1.0 ในวันที่ 1 มกราคม 2563 สำหรับธนาคารหากนับกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ปี 2560 รวมเข้าเป็นเงินกองทุนแล้ว อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 19.1 ร้อยละ 17.3 และร้อยละ 17.3 ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับที่สามารถรองรับการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มตาม D-SIBs เรียบร้อยแล้ว สำหรับส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มีจำนวน 393,019 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.8 ของสินทรัพย์รวม และมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 205.89 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 7.34 บาท จากสิ้นปี 2559
'เคทีซี' กำไร 9 เดือนแรกพุ่ง 2,365 ล้าน
ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ แม้ว่าจะมีภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 บริษัทฯ ยังคงสามารถเติบโตด้านรายได้และขยายฐานการทำกำไรจากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่เติบโตขึ้น และจากยอดลูกหนี้ทั้งธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่ขยายตัว รวมถึงยังคงสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม” เคทีซีมีกำไรสุทธิ 9 เดือนเท่ากับ 2,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 9.17บาท ส่วนไตรมาส 3/2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 846.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2559 เป็นผลจากความสามารถในการสร้างรายได้จากธุรกิจหลัก การจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ดี ตลอดจนประสิทธิภาพในการติดตามหนี้”
ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 บริษัทฯ มีพอร์ตลูกหนี้การค้ารวมเท่ากับ 68,670 ล้านบาทเติบโต 10%จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ฐานสมาชิกทั้งสิ้น 3.1 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นบัตรเครดิต 2,220,970 บัตร ยอดลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 44,218ล้านบาท และสินเชื่อบุคคล 849,335 บัญชี ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม24,019ล้านบาท ลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) รวมอยู่ที่ 1.46% ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 1.86% โดย NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.20%และ NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 0.82% บริษัทฯ มีรายได้รวมไตรมาส 3/2560 เท่ากับ 14,421ล้านบาทเติบโตจากรายได้ดอกเบี้ยของบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่ 6% และ 19%ตามลำดับ รวมถึงหนี้สูญได้รับคืนเพิ่มขึ้น19% และจากรายได้ค่าธรรมเนียม (ไม่รวมค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน) ที่เพิ่มขึ้น 11% นอกจากนี้ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในช่วงแปดเดือนเติบโตที่ 6.9%เพิ่มสูงขึ้นกว่าอุตสาหกรรมที่เติบโต 3.8% เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง และครอบคลุมทุกหมวดการใช้จ่ายหลัก ทำให้ไตรมาส 3/2560 บริษัทฯ มีอัตราเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ที่ 7.6%
ระเฑียร กล่าวว่า แผนงานของเคทีซีในช่วงสิ้นปีนี้ เคทีซียังคงเดินหน้าพัฒนาโมเดลธุรกิจที่แตกต่างและเป็นรูปธรรม โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อให้เคทีซีเป็นผู้นำในวงการบัตรเครดิตที่สามารถให้บริการด้านดิจิทัลได้มีประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกผู้ใช้งานได้ครอบคลุมที่สุดอาทิ การเปิดตัวโมบายแอพพลิเคชัน TapKTC ที่ใช้ง่าย เสถียร และปลอดภัย การพัฒนาระบบล็อคอินด้วยเทคโนโลยีการสแกนม่านตา (Iris)ตามมาตรฐานซัมซุง พาส (Samsung Pass) ซึ่งเคทีซีเป็นสถาบันการเงินรายแรก และรายเดียวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ 3 ของโลกที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ รวมถึงการพัฒนาฟีเจอร์ E-Coupon บนโมบายแอ็พ TapKTC เพื่อเป็นเครื่องมือการแลกคะแนนสะสมบนมือถือ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในวงการบัตรเครดิตไทย และเคทีซีจะไม่หยุดนิ่ง เราจะยังคงนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดี (CX-Customer Experience) และเหนือความคาดหมายให้แก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง
“นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดตัวแคมเปญการตลาดยิ่งใหญ่โค้งสุดท้ายของปี เพื่อเป็นของขวัญและขอบคุณสมาชิก โดยเคทีซีมั่นใจว่าจะสามารถคงเป้าอัตราการเติบโตกำไรของปี 2560 เป็นไปต
ซีไอเอ็มบี ไทย กำไรเพิ่ม กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 9,838.6 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 145.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.5 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2559 สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 3.6 และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิร้อยละ 21.0 ในขณะที่รายได้อื่นลดลงร้อยละ 32.8 กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เป็นจำนวน 4,406.5 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ร้อยละ 2.3 อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิลดลงจำนวน 243.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 30.6 เป็นจำนวน 554.4 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันสาเหตุหลักเกิดจากสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นงวดกันยายน 2559
เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2560 และ 2559 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 266.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.6 เป็นผลจากการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 9.1 รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 254.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.0 มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนและรายได้ธุรกรรมเช่าซื้อ รายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลง 375.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 32.8 เนื่องจากการลดลงของกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศและกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับงวดเก้าเดือนปี 2560 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2559 เพิ่มขึ้นจำนวน 120.9 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.3 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์สินรอการขาย สุทธิกับการลดลงของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ และค่าภาษีอากร อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต่อรายได้จากการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 55.2 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2559 อยู่ที่ ร้อยละ 54.8 เป็นผลจากการลดลงของรายได้จากการดำเนินงานอื่น
หากไม่รวมรายการพิเศษที่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ จำนวน 79.3 ล้านบาท ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 41.6 ล้านบาท หรือ 0.8% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต่อรายได้จากการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2560 จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 54.4% เทียบกับ 54.8% ในงวด 9 เดือน 2559 อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) อยู่ที่ร้อยละ 3.88 สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2560 ในขณะที่งวดเก้าเดือนปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 3.76 เป็นผลจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น วันที่ 30 กันยายน 2560 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 210.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 212.0 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.1 จากสิ้นปี 2559 ซึ่งมีจำนวน 223.5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ร้อยละ 99.4 จากร้อยละ 92.4 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559
กิตติพันธ์ กล่าวว่า สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ 12.2 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้น (NPL ratio) อยู่ที่ร้อยละ 5.7 ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 อยู่ที่ร้อยละ 6.1 มีสาเหตุหลักจากการขายสินเชื่อด้อยคุณภาพในไตรมาส 1/2560 ประกอบกับธนาคารมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการในการเรียกเก็บหนี้ที่มีอยู่ อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 อยู่ที่ร้อยละ 85.1 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 77.3 ส่วนเงินสำรองของกลุ่มธนาคาร ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 อยู่ที่ 10.3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 3.6 พันล้านบาท เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 30 กันยายน 2560 มีจำนวน 43.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 18.0 โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 12.7
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กำไรเพิ่ม
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ดำเนินงานโดยธนาคารเกียรตินาคิน และธุรกิจตลาดทุนดำเนินงานโดย ทุนภัทร บล.ภัทร และ บลจ.ภัทร ซึ่งได้มีการดำเนินงานประสานงานอย่างใกล้ชิด สำหรับไตรมาส 3/2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.4 เมื่อเทียบไตรมาส 2/2560 หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 ส่วนผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2560 เปรียบเทียบกับงวดเก้าเดือนปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 4,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 จากงวดเดียวกันของปี 2559
ณ สิ้นไตรมาส 3/2560 มียอดสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและค่าเผื่อการปรับมูลค่าจากการปรับโครงสร้างหนี้มีจำนวน 10,892 ล้านบาท โดยมียอดสำรองทั่วไปทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท อัตราส่วนสำรองทั้งสิ้นต่อสำรองตามเกณฑ์เท่ากับร้อยละ 185.4 เปรียบเทียบกับร้อยละ 181.6 169.8 ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 และมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเท่ากับร้อยละ 105.6 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 105.4 ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 17.12 โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 13.87 แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 3/2560 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับร้อยละ 18.19 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 14.95 ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของธนาคารเกียรตินาคินในไตรมาส 3 ปี 2560 สินเชื่อของธนาคารขยายตัวที่ร้อยละ 0.2 จากสิ้นไตรมาส 2/2560 ส่งผลให้สินเชื่อรวมของธนาคารขยายตัวที่ร้อยละ 4.4 เมื่อเทียบกกับสิ้นปี 2559 ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ ปริมาณสินเชื่อด้อยคุณภาพรวมมีการปรับตัวลดลงจากสิ้นไตรมาส 2/2560 ส่งผลให้อัราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาสที่ 3/2560 อยู่ที่ร้อยละ 5.6 ลดลงจาก 5.8 ณ สิ้นไตรมาส 2/2560
ด้านธุรกิจตลาดทุน บล.ภัทร ดำเนินธุรกิจให้บริการเป็นนายหน้าซื้อขายหลกัทรัพย์และตราสารอนุพันธ์แก่ลูกค้าประเภทสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลรายใหญ่ภายใต้บริการ Private Wealth Management สำหรับไตรมาส 3/2560 บล.ภัทร มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 4.65 เป็นอันดับที่ 5 จากจำนวนบริษทั หลกัทรัพยท์ 37แห่ง ส่วนธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking Business) มีรายได้รวม 73 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่าธุรกิจแบงก์ ทั้งแบงก์ขนาดบิ๊ก กลาง และเล็ก ล้วนโกยกำไรในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมยังชะลอตัว
  --  
iClickNews.com