Go to www.iclicknews.com
Special Scoop

สงครามการค้าจีน VS สหรัฐ
'นักลงทุน' ควรรับมือความเสี่ยง

By iclick Team

TMB Analytics 'ชี้'วิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต อาจเกิดจาก NPL ในจีน ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น ทั้งเครื่องมือในการรับมือมีจำกัด เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้ง 'แนะ'ผู้ประกอบการและนักลงทุน เตรียมรับมือกับความเสี่ยงในวันข้างหน้า
นริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics เปิดเผยว่า หลังจากเหตุการณ์วิกฤติการเงินโลกที่ทำให้ Investment Bank ยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มละลายผ่านไปครบ 10 ปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่เกิดจากการที่นักลงทุนขาดความเข้าใจในความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ตนเองลงทุนไป ซึ่งสินทรัพย์ที่เป็นต้นเหตุสำคัญตอนนั้นก็คือพวกตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน หรือ Mortgage-backed Securities วิกฤติในคราวนั้นสร้างผลกระทบอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ GDP หดตัวถึง 2.8% ในไตรมาส 4 ปี 2008 ที่เกิดวิกฤติ ในขณะที่มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯก็ลดลงกว่า 40% ภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน ในตอนนั้นประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่หดตัวกว่า 40% ในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มออกมาพูดถึงวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น Investment Bank ชื่อดังอย่าง Goldman Sachs ที่รายงานว่าตัวชี้วัดเกี่ยวกับสัญญาณการเกิดวิกฤติเริ่มส่งสัญญาณแล้ว
แม้ช่วงเวลาและปัจจัยที่จะเป็นต้นเหตุของการเกิดวิกฤติในคราวนี้จะชี้ชัดได้ยาก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในโลกกำลังเผชิญปัจจัยที่น่ากังวลก็คือเรื่องหนี้ที่สูง ที่มีผลมาจากการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำเป็นเวลานานและการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านโปรแกรม QE ทำให้มีการก่อหนี้สูงในแทบจะทุกประเทศ โดยรายงานของ IMF เกี่ยวกับเสถียรภาพของการเงินโลก พบว่าในปี 2016 สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 260% แล้ว โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาลและบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาขึ้นอาจจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะหนี้ของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือหนี้ของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากบริษัทจีน โดยตั้งแต่ปี 2006 ถึงปี 2016 บริษัทจีนมีหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 14.4 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลจีนพยายามลดการก่อหนี้ หรือ Deleverage ก็ทำให้มีการผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมของตลาดสินเชื่อจีนดูแย่ลง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากจากสงครามทางการค้ากับสหรัฐฯที่บริษัทจีนจะต้องรับมืออีก ปัญหาหนี้ในจีนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ค่อนข้างน่ากังวล แต่ความรุนแรงของวิกฤติครั้งนี้ TMB Analytics คาดว่าจะไม่รุนแรงเหมือนวิกฤติในปี 2008
เนื่องจากบทเรียนจากวิกฤติครั้งก่อนทำให้สถาบันการเงินมีการเตรียมการรับมือความเสี่ยงที่ดีขึ้น อีกทั้งผู้กำกับดูแลก็มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ Goldman Sachs ที่มองว่าวิกฤติครั้งนี้จะเป็นเพียงการชะลอตัวของราคาสินทรัพย์เท่านั้น แต่จะไม่ถึงขั้นราคาสินทรัพย์หดตัวรุนแรงเหมือนวิกฤติคราวก่อน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการชะลอของเศรษฐกิจครั้งนี้ แม้ไม่รุนแรง แต่จะทำให้ช่องว่างทางความมั่งคั่งยิ่งกว้างขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่อีกหลายประเทศทั่วโลกก็เจอปัญหาเหล่านี้เช่นกัน โดยจากรายงานความมั่งคั่งของโลกที่จัดทำโดย Credit Suisse พบว่า สินทรัพย์เกือบครึ่งของโลกถูกถือโดยประชากรเพียง 1% ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นนี้ก็อาจทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอื่นๆตามมา
นอกจากนี้ Policy Space ที่มีไม่มากเท่ากับวิกฤติครั้งก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงิน หากพิจารณาช่วงที่เกิดวิกฤติปี 2008 เฟดลดอัตราดอกเบี้ยจาก 5.25% เหลือ 0.25% ในขณะที่ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 5% เหลือ 1.25% เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ปัจจุบันดอกเบี้ยเฟดคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5% และดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ 1.75% ณ สิ้นปีนี้ ดังนั้น แม้ผลกระทบจากวิกฤติคราวนี้จะไม่ได้รุนแรงเท่าครั้งก่อน แต่เครื่องมือที่ใช้รับมือผลกระทบดังกล่าวก็จำกัดด้วยเช่นกัน
สำหรับประเทศไทยแม้เราจะไม่เห็นสัญญาณของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเกิดวิกฤติกับประเทศอื่น ประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนควรจะเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
  --  
iClickNews.com