Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

'ดัน' อสังหาฯบางแสนรับ EEC คนไทยฝ่าวิกฤต 'ไม่หวัง' ความช่วยเหลือรัฐ
พฤกษา 'ชู' 5 กลยุทธ์ลุ้นกำไร 5,359 ล้าน ภัทร เปิดตัวกองทุน'หุ้น' ต่างประเทศ
ประกันฝ่าวิกฤต'ลงทุน' นวัตกรรม แคนนอน เสริมทัพ EOS C500 Mark II
ไทยสมายล์เพิ่มเที่ยวบิน 3 เส้นทาง 'หนุน' เพิ่มสำรองข้าวฉุกเฉิน รับวิกฤตภัยพิบัติ

'ดัน' อสังหาฯบางแสนรับ EEC
นายจักรพันธ์ บำเพ็ญเกียรติกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เขตภาคตะวันออกเป็นแหล่งธุรกิจที่ค่อนข้างมีความพร้อมมากสุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย เพราะมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว ภูมิทัศน์ทะเล ภูเขา มีแทบทุกอย่างที่ตอบโจทย์ ขณะที่ภาคใต้หรือเหนืออาจไม่มีบางอย่างที่ครอบคลุมได้เช่นเดียวกับภาคตะวันออก โดยความเจริญถูกกระจุกตัวอยู่ที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ซึ่งเมื่อกล่าวถึงโครงการอีอีซี ก็มองจังหวัดระยองมีศักยภาพมากสุด รองลงมาเป็นชลบุรีและฉะเชิงเทราตามลำดับ อีอีซีช่วยทำให้มีความตื่นตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายอื่น หรือแม้แต่โครงการของบริษัท เพราะก่อนหน้าผังเมืองบางแห่งอาจไม่เอื้อต่อการพัฒนาโครงการต่างๆ ทำให้นักลงทุนไม่ขยายตัวมาก คนที่มีเงินอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากสีของผังเมือง แต่เมื่อปลายปีได้เปลี่ยนเป็นผังใหม่ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากอีอีซี ความตื่นตัวก็เริ่มมีมากขึ้นต่อเนื่อง ตอนนี้เริ่มสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ทุกคนพร้อมลงทุน

Go To Lead


คนไทยฝ่าวิกฤต 'ไม่หวัง' ความช่วยเหลือรัฐ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,161 คน ระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2563 สรุปผลได้ ดังนี้
อันดับ 1 ค่าครองชีพสูง สินค้าแพง ไม่มีเงินใช้จ่าย 63.97% ทางออก/วิธีแก้ รัฐมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า จำหน่ายสินค้าราคาถูก ประชาชนต้องใช้จ่ายประหยัด วางแผนรายรับ-รายจ่าย ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง พึ่งตัวเอง 55.91% รัฐบาล 24.02% กระทรวงพาณิชย์ 20.07%
อันดับ 2 สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ การค้าการลงทุนหยุดชะงัก 30.73%ทางออก/วิธีแก้ มีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน มีทีมงานด้านเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ยกเว้นภาษี ลดดอกเบี้ย ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง พึ่งตัวเอง 62.50% นายกรัฐมนตรี 21.88% รัฐบาล 15.62%
อันดับ 3 ปิดกิจการ ตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำ 26.82% ทางออก/วิธีแก้ หาอาชีพสำรอง รัฐบาลเข้ามาดูแล สร้างงาน สร้างอาชีพ ไม่เลือกงาน ร่วมมือกับสถานประกอบการและภาคเอกชน ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง พึ่งตัวเอง 44.87% รัฐบาล 29.49% กระทรวงแรงงาน 25.64%
2. ความกดดันทางด้าน “การเมือง” ของประชาชน ณ วันนี้ คือ
อันดับ 1 การบริหารบ้านเมือง การดำเนินงานของรัฐบาลล่าช้า 48.11% ทางออก/วิธีแก้ แต่ละกระทรวงต้องเร่งทำผลงาน ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มีมาตรการเร่งด่วน มีนโยบายที่ดี แก้ปัญหารวดเร็ว ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง ประชาชน 45.56% นายกรัฐมนตรี 34.44% รัฐบาล 20.00%
อันดับ 2 ความขัดแย้งแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย 31.82% ทางออก/วิธีแก้ มีสติ ลดทิฐิ ถอยคนละก้าว คำนึงถึงส่วนรวมเป็นสำคัญ เน้นการทำงานร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ฯลฯตัวช่วยที่คาดหวัง นายกรัฐมนตรี 35.46% ประชาชน 34.03% ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล 30.50%
อันดับ 3 เห็นแก่ผลประโยชน์ ทุจริตคอรัปชั่น 25.38% ทางออก/วิธีแก้ ควรเปิดให้มีการตรวจสอบ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด ตัดสินด้วยความเป็นธรรม ไม่สองมาตรฐาน ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง นักการเมือง 51.52% รัฐบาล 25.25% นายกรัฐมนตรี 23.23%
3. ความกดดันทางด้าน “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ของประชาชน ณ วันนี้ คือ
อันดับ 1 การใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกาย ฆ่ากัน 63.35% ทางออก/วิธีแก้ มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด รัดกุม เพิ่มบทลงโทษรุนแรง ครอบครัวให้ความรักดูแลเอาใจใส่ ช่วยกันสอดส่อง ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง พึ่งตัวเอง 47.79% ตำรวจ/ทหาร 31.86% กระทรวงยุติธรรม/มหาดไทย 20.35%
อันดับ 2 อุบัติเหตุบนท้องถนน 29.19%ทางออก/วิธีแก้ รณรงค์เรื่องวินัยในการขับขี่ เคารพกฎระเบียบ กฎจราจร บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จับ ปรับ ลงโทษ ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง ประชาชน 45.16% ตำรวจ 37.10% กรมการขนส่ง 17.74%
อันดับ 3 การพกอาวุธในที่สาธารณะ 18.63%ทางออก/วิธีแก้ มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ใช้เครื่องสแกนตามสถานที่ราชการ หน่วยงาน ห้างสรรพสินค้า เพิ่มบทลงโทษอย่างหนัก ฯลฯตัวช่วยที่คาดหวัง นายกรัฐมนตรี 40.91% ตำรวจ/กองปราบ 36.36% กระทรวงยุติธรรม/นักกฎหมาย 22.73%
4. ความกดดันทางด้าน “สุขภาพอนามัย” ของประชาชน ณ วันนี้ คือ อันดับ 1 สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 60.80% ทางออก/วิธีแก้ ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นจำนวนมาก จับรถที่มีควันดำ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง พึ่งตัวเอง 38.92% รัฐบาล 34.73% แพทย์และพยาบาล 26.35%
อันดับ 2 ไวรัสโควิด-19 50.62% ทางออก/วิธีแก้ ไม่ไปในที่พลุกพล่าน ดูแลตัวเองให้แข็งแรง รัฐมีสถานที่รักษาผู้ป่วยอย่างเพียงพอ ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง รัฐบาล 35.28% แพทย์และพยาบาล 33.55% พึ่งตัวเอง 31.17%
อันดับ 3 ค่ารักษาพยาบาล สิทธิ สวัสดิการต่างๆ 19.14% ทางออก/วิธีแก้ รัฐจัดสิทธิสวัสดิการในการรักษาอย่างเท่าเทียม รักษาได้ทั้งรพ.รัฐและเอกชน ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง รัฐบาล 39.13% พึ่งตัวเอง 34.78% แพทย์ 26.09%
5. ความกดดันทางด้านอื่น ๆ ของประชาชน ณ วันนี้ คือ
อันดับ 1 ปัญหารถติด การใช้รถใช้ถนน 44.64% ทางออก/วิธีแก้ ควบคุมจำนวนรถบนท้องถนน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ ค่าโดยสารไม่แพง บริการดี ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง นายกรัฐมนตรี 41.67% ประชาชน 33.33% กระทรวงคมนาคม/กรมการขนส่ง 25.00%
อันดับ 2 การบังคับใช้กฎหมาย 30.36% ทางออก/วิธีแก้ เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รับฟังเสียงส่วนใหญ่ เป็นประชาธิปไตย ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง ประชาชน 50.00% กระทรวงยุติธรรม/นักกฎหมาย/ศาล 30.00% ตำรวจ 20.00%
อันดับ 3 คนในสังคมขาดคุณธรรม จริยธรรม 26.79% ทางออก/วิธีแก้ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี รับฟังคนในครอบครัว ช่วยเหลือดูแลกัน รัฐให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา ฯลฯ ตัวช่วยที่คาดหวัง รัฐบาล 37.50% กระทรวงศึกษาธิการ 33.33% คนในครอบครัว 29.17%

Go To Lead


พฤกษา 'ชู' 5 กลยุทธ์ลุ้นกำไร 5,359 ล้าน
นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังมีความท้าทาย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาดจะมีความได้เปรียบกว่ารายเล็ก โดยในปีนี้พฤกษาตั้งเป้ายอดขายที่ 38,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวมที่ 40,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับผลงานดำเนินงานปีที่แล้ว โดยมีการปรับกลยุทธ์ในการรุกธุรกิจอสังหาฯ อย่างรัดกุมในทุกมิติท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรงภายใต้ 5 กลยุทธ์หลัก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. Strengthen Core Business รักษาฐานกลุ่มธุรกิจหลักของพฤกษา ออกแบบสินค้า ฟังก์ชั่นและ IOT รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ และพร้อมขยายเซ็กเมนต์ไปกลุ่มบนมากขึ้น ที่ผ่านมาพฤกษาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการเปิดขายโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ โดยมีอัตราการขาย (Take up rate) มากกว่า 50% ในปีนี้จึงมีแผนเปิดโครงการ “เดอะ ปาล์ม” อีก 2 โครงการบนทำเลศักยภาพ เพื่อเจาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากขึ้น รวมถึงทาวน์เฮาส์ที่จะขยายไปยังเซ็กเมนต์ 3-5 ล้านมากขึ้นภายใต้แบรนด์พฤกษาวิลล์และเดอะคอนเนค พร้อมใช้แบรนด์พาทิโอ ขยายตลาดเจาะกลุ่มทาวน์เฮาส์ระดับลักชัวรี่ 2. Innovation and Data Tech เพิ่มช่องทางการขายในรูปแบบใหม่ ตอบโจทย์ลูกค้าให้ครบในทุกมิติ และพัฒนา Data Science ในการวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้าพร้อมทั้งนำเสนอ Solution ที่ตอบโจทย์ รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถของ Digital Marketing ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3. Asset Management เน้นขายโครงการที่เป็น inventory โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม และเลือกเปิดขายโครงการใหม่เฉพาะทำเลที่มีศักยภาพในช่วงเวลาเหมาะสมกับสภาพตลาด ควบคุมการก่อสร้างและวัสดุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงกลยุทธ์ในการเลือกซื้อที่ดิน 4. Recurring Income สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องด้วยการผลิตแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปเพื่อขายให้กับหน่วยงานภายนอก พฤกษามีโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดและใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับพฤกษาอย่างต่อเนื่องโดยจะเริ่มดำเนินการในปีนี้ ในขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต การก่อสร้างยังเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนพฤษภาคม 2564 5. Bottom Line การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้กำไรสูงขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการ Optimize ดีไซน์ของตัวบ้านให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละเซ็กต์เมนต์ รวมถึงเพิ่มการใช้ดิจิทัลมาร์เกตติ้งให้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

Go To Lead


ภัทร เปิดตัวกองทุน'หุ้น' ต่างประเทศ
นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด (บลจ. ภัทร) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขายกองทุนเปิดภัทร โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์อิควิตี้ (Phatra Global Infrastructure Equity Fund - PHATRA GINFRAEQ) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund เน้นลงทุนในกองทุนรวมหลักเพียงกองทุนเดียวคือ Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund โดยกองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure Companies) และมีการคัดเลือกหลักทรัพย์ด้วยกระบวนการและปัจจัยกลั่นกรองหลายปัจจัย ซึ่งครอบคลุมปัจจัยเชิงคุณภาพ ตลอดจนการกระจายการลงทุนทั้งในมิติของพื้นที่ภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรม กองทุนนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถลงทุนได้ในระยะยาวและรับความเสี่ยงได้สูง กองทุน PHATRA GINFRAEQ จะป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด คือไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ลงทุน
"ตลาดการลงทุนทั่วโลกยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งกระทบกับธุรกิจการท่องเที่ยว การบริโภคและห่วงโซ่การผลิต ความคืบหน้าทางการค้าสหรัฐฯ และจีน ความขัดแย้งในการกำหนดกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคพลัสที่กดดันราคาน้ำมันดิบให้ต่ำลง และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปลายปี เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนดังกล่าว"

Go To Lead


ประกันฝ่าวิกฤต'ลงทุน' นวัตกรรม
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตไม่สูงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจากปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ที่ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอันเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา มาตรการจากภาครัฐ อาทิ จากหลักเกณฑ์ในเรื่องมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS17 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(Privacy Law) การยกระดับพฤติกรรมทางการตลาดของธุรกิจประกันชีวิต (Market Conduct) ที่กระทบต่อตัวแทนและนายหน้า ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนจากตัวเลขของช่องทางการเติบโตของแบงก์แอสชัวรันส์ที่ลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง ร้อยละ 10.66 นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอัตราความเสียหาย จากคนกลางและการฉ้อฉลประกันภัย (Fraud & Abuse) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการรับประกันสุขภาพ การเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำที่กระทบต่อการลงทุนและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ดังนั้น ธุรกิจประกันชีวิตต้องปรับตัว มีการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Unit Link เพิ่ม เป็นทางเลือกของผู้บริโภค
จากปัจจัยท้าทายเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม (มกราคม – ธันวาคม 2562) 610,914.11 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตลดลงร้อยละ 2.63 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 178,487.45 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลงร้อยละ 1.07 โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 108,737.99 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.65 เบี้ยประกันภัยรับจ่ายครั้งเดียว 69,749.45 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 17.68 เบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป (Renewal Year Premium) 432,426.66 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 3.25 ซึ่งมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิตร้อยละ 80

Go To Lead


แคนนอน เสริมทัพ EOS C500 Mark II
แคนนอน เผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Cinema EOS System เพื่อการถ่ายภาพยนตร์ระบบดิจิทัลระดับมืออาชีพ ด้วย EOS C500 Mark II กล้องถ่ายภาพยนตร์ดิจิทัลขนาดกะทัดรัดที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ฟูลเฟรม 5.9K และระบบประมวลผลภาพใหม่ล่าสุด ตัวกล้องได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ง่ายตามความต้องการในการถ่ายทำ จึงใช้สร้างสรรค์งานได้หลายรูปแบบทั้งภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ที่ต้องการคุณภาพสูง รวมถึงรายงานข่าวและสารคดีที่ต้องอาศัยความคล่องตัวในการถ่ายทำ EOS C500 Mark II มาพร้อมหลากหลายฟีเจอร์ปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่ายทำ เช่น บันทึกภาพในฟอร์แมต Cinema RAW Light ได้ในตัวกล้อง ซึ่งช่วยให้ไฟล์มีขนาดเล็กลงแต่นำไปปรับแต่งใช้งานได้หลากหลายเหมือนฟอร์แมต RAW ทั้งยังรองรับฟอร์แมต XF-AVC ซึ่งบันทึกข้อมูลที่บีบอัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นกล้องวิดีโอแคนนอนรุ่นแรกที่สามารถบันทึกไฟล์ Cinema RAW Light และ XF-AVC Intra ลงในการ์ด CFexpress Type B[1] ได้เลย ตอกย้ำจุดเด่นด้านเทคโนโลยีของ Cinema EOS System ที่ให้ทั้งประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างสรรค์ชิ้นงานได้เต็มประสิทธิภาพและยังคงสามารถใช้งานได้อย่างอิสระ และคล่องตัว นอกจากนี้ EOS C500 Mark II รองรับ HDR Standard ได้แก่ HLG (Hybrid Log-Gamma) ที่เหมาะสำหรับการบรอดแคสท์ และ PQ (Perceptual Quantization) เพื่อการถ่ายภาพยนตร์สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์และการเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์ที่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพของงานวิดีโอ ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นกล้องสำหรับถ่ายทำตามมาตรฐานของ Netflix อีกด้วย

Go To Lead


ไทยสมายล์เพิ่มเที่ยวบิน 3 เส้นทาง
นางชาริตา ลีลายุทธ ซีอีโอสายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า ไทยสมายล์ได้มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ 3 เส้นทางบินภายในประเทศ เชียงราย เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ที่มาพร้อมบริการแบบฟูลเซอร์วิส บริการอาหารบนเครื่อง จองที่นั่งล่วงหน้า และบริการฟรีน้ำหนักกระเป๋า ตั้งแต่วันที่ 1 – 28 มีนาคม 2563 เส้นทางกรุงเทพฯ - เชียงราย เพิ่มเป็น 4 เที่ยวบิน/ต่อวัน เส้นทางกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ เพิ่มเป็น 6 เที่ยวบิน/ต่อวัน (เฉพาะวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) และเส้นทางกรุงเทพฯ -หาดใหญ่ เพิ่มเป็น 6 เที่ยวบิน/ต่อวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองบัตรโดยสารได้ที่ www.thaismileair.com Smile Call Center 1181, 02-118-8888 หรือ ศูนย์บริการลูกค้าไทยสมายล์ ณ สนามบินต่างๆ (Smile Service Center) และตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินไทยสมายล์ทุกแห่ง

Go To Lead


'หนุน' เพิ่มสำรองข้าวฉุกเฉิน รับวิกฤตภัยพิบัติ
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะผู้แทนคณะมนตรีองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) Council) ของประเทศไทย ถึงการเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือคณะมนตรีแอปเทอร์ ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2563 ณ เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาโดยการประชุมครั้งนี้ ได้เห็นชอบแผนการดำเนินงานและงบประมาณประจำปี 2563 ของ APTERR และมีประเด็นสำคัญในการกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกพิจารณาการใช้ประโยชน์จากกลไก APTERR ตลอดจนเริ่มพิจารณาทบทวนปริมาณข้าวสำรองให้เหมาะสมกับความต้องการการบริโภคในภาวะวิกฤติสศก. ได้เสนอให้ APTERR พิจารณาเพิ่มปริมาณข้าวสำรองในประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามในรูปสัญญา (Earmarked Stock) ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์การระบาดของโรคในคน พืช และสัตว์ ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เช่น การติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall Army worm) ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert Locust) และการระบาดของโรคอหิวาต์อัฟริกาในสุกร (African Swine Fever) รวมถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น ตลอดจนปริมาณความต้องการบริโภคตามจำนวนประชากรในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณข้าวสำรองรวมของภูมิภาคในการซื้อขายข้าวเพียง 7.87 แสนตัน จากการใช้ตัวเลขราคาอ้างอิงมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว

Go To Lead

  --  
iClickNews.com