Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

ไทยตั้งเป้าสู่ ‘ศูนย์กลางด้านพลังงานแห่งเอเชีย’
โฮมโปร 'เฝ้าระวัง'ไวรัสโคโรนา
'TMB-บุญถาวร' มอบเงินสูงสุด 90,000 บาท
'อาคเนย์' ขยาย'ช่องทาง' ธุรกิจ “แฟนพันธุ์แท้เครื่องหนัง ครั้งที่ 15”
ซัมซุง 'รุก' ตลาดสมาร์ทโฟน ซีพี เฟรชมาร์ท 'ชู' Online App
ซัมซุงเปิดตัวแคมเปญ “ตั้งใจ” 'TCEB-พันธมิตร' 'ลุย'ตลาด MICE
'ฮอนด้า' จัดสัมมนาและเวิร์กชอป 'แนะ'ปลูกพืชทางเลือก ใช้น้ำน้อย สู้ ‘ภัยแล้ง’

ไทยตั้งเป้าสู่ ‘ศูนย์กลางด้านพลังงานแห่งเอเชีย’
โฮมโปร 'เฝ้าระวัง'ไวรัสโคโรนา
โฮมโปร รายงานว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าขึ้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้ป่วยติดเชื้อเป็นจำนวนมาก บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ผู้นำตลาดธุรกิจศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จำนวน 113 สาขาทั่วประเทศ ทั้งโฮมโปร เมกาโฮม และศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันไวรัสโคโรน่าอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ พร้อมขนสต็อคหน้ากากอนามัย N95 วัสดุอุปกรณ์ และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน ไว้ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยดำเนินการต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. จัดให้มีจุดบริการแอลกอฮอล์เจลล้างมือในจุดให้บริการ และจุดสำคัญต่างๆ ที่เข้ามาใช้บริการในห้าง
2. ทำความสะอาดพื้นที่ทั่วศูนย์การค้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครึ่งชั่วโมง
3. พ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อในการทำความสะอาดพื้นที่ที่เป็นจุดสัมผัส เช่น พื้น, ลิฟท์, บันไดเลื่อน, ห้องน้ำ รถเข็น ตะกร้า ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
4. อบรบให้ความรู้แก่พนักงานร้านค้า และพนักงานศูนย์การค้าในการเฝ้าระวัง และสังเกตุอาการลูกค้า หากพบอาการไข้สูงผิดปกติ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาขาโดยเร็ว
5. จัดเตรียมหน้ากากอนามัย N95 วัสดุอุปกรณ์ และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน ให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพื่อป้องกันไข้ไวรัสโคโรน่า
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการป้องกันเชื้อไวรัสฯ ดังกล่าวอย่างเต็มที่ กับ โฮมโปร ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงเมกาโฮม และศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ และ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และไว้วางใจในการเข้ามาใช้บริการได้อย่างปลอดภัย ในส่วนของพนักงานทุกคน โฮมโปร ได้ให้พนักงานใส่หน้ากากอนามัยทุกคน โดยเฉพาะจุดแคชเชียร์ ที่ต้องพบปะกับลูกค้า

Go To Lead


'TMB-บุญถาวร' มอบเงินสูงสุด 90,000 บาท
บัตรเครดิต TMB ร่วมกับ บุญถาวร มอบสิทธิพิเศษสำหรับคนรักบ้านได้ช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ฯลฯ จากแบรนด์ชั้นนำของเมืองไทย เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต TMB แบบชำระเต็มจำนวนที่บุญถาวร ทุกสาขา รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 90,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ
ยอดใช้จ่าย 20,000 - 49,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 300 บาท ยอดใช้จ่าย 50,000 – 69,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 800 บาท ยอดใช้จ่าย 70,000 – 119,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 1,300 บาท ยอดใช้จ่าย 120,000 – 299,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 2,800 บาท และยอดใช้จ่าย 300,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 9,000 บาท โดยจำกัดรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 90,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ ระหว่างวันที่ 2 ม.ค. 63 – 29 ก.พ. 63 ลงทะเบียน SMS เพื่อรับสิทธิ์พิมพ์ TMBBV ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต TMB 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 สอบถามละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TMB Contact Center โทร. 1558 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.tmbbank.com

Go To Lead


'อาคเนย์' ขยาย'ช่องทาง' ธุรกิจ
นางภฤตยา สัจจศิลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อาคเนย์ประกันชีวิตมีความพร้อมในการมอบความคุ้มครองให้แก่ลูกค้า โดยได้ออกแบบความคุ้มครองที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงประกันได้ง่ายและคุ้มค่า ครอบคลุมทุกช่วงอายุด้วย 6 ผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรเป็นพิเศษเพื่อลูกค้า ได้แก่ ประกันประเภทสะสมทรัพย์ มีทั้งระยะสั้น และระยะยาว ประกอบด้วย เซฟวิ่ง ซูเปอร์โฟร์ 10/4 และอาคเนย์ชิล ชัวร์ 20/10 เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกวางแผนการออมที่ช่วยเติมเต็มความมั่นคงทางการเงินในอนาคตได้อย่างลงตัว ตามความต้องการของลูกค้า
"ประกันประเภทตลอดชีพ ชำระเบี้ยไม่มาก แต่คุ้มครองสูง กับแบบประกัน ทรัพย์มั่นคงพิเศษ 2489-R ประกันสุขภาพทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ กับ แบบประกันสไมล์ คิดส์ และ อาคเนย์ เฮลท์ โปรเทค เอาใจสังคมผู้สูงอายุ กับแบบประกันซิมเปิ้ล ซีเนียร์ 90/15 เป็นประกันสะสมทรัพย์ที่ไม่ต้องตรวจสุขภาพ" นางภฤตยา กล่าว

Go To Lead


“แฟนพันธุ์แท้เครื่องหนัง ครั้งที่ 15”
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้า นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องและมีความสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นอย่างยิ่ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จึงได้ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้า ให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและระดับสากล ตามนโยบาย ปั้น ปรุง เปลี่ยน เอสเอ็มอีให้ดีพร้อม (DIProm) โดยการใช้องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิต และการคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น รวมถึงการรวมกลุ่มในลักษณะ “คลัสเตอร์” เพราะในโลกการทำธุรกิจปัจจุบันต้องการมีเพื่อนร่วมคิด ร่วมพัฒนา และร่วมแชร์ประสบการณ์ เพื่อทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่ง กสอ. ได้ให้ความสำคัญโดยมีนโยบายส่งเสริมการรวมกลุ่มมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ทำให้สมาชิกเกิดเครือข่ายที่เข้มแข็ง นำไปสู่แนวคิดในการพัฒนาทั้งในด้านการเพิ่มผลิตภาพและการสร้างนวัตกรรม โดยมีการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ได้รับการพัฒนาทั้งในด้านนวัตกรรม และการสร้างตราสินค้าจนเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดร้อยละ 70 เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังรองเท้า กระเป๋า เข็มขัด ภายใต้แบรนด์ Davy Fairy SeaStar Cumi Artty V-Forward และ Tate (เตเต้) เป็นต้น รวมจำนวนกว่า 30 ราย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมรองเท้าเพื่อสุขภาพ เพื่อช่วยลดอาการเมื่อยล้าและอาการปวดเข่าจากการเดินเป็นเวลานาน ส่วนบริเวณด้านนอกอาคารได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย Food Truck นำอาหารนานาชนิดมาจำหน่ายหมุนเวียนตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน และคาดว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า1 ล้านบาท
การรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็งจะช่วยให้ผู้ประกอบการตั้งรับและรุกคืบธุรกิจได้ด้วยการร่วมคิด ร่วมพัฒนา และร่วมแชร์ประสบการณ์ในกลุ่มคลัสเตอร์ โดยจะเห็นได้จากการจัดงานแฟนพันธุ์แท้เครื่องหนังที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 และปฏิเสธไม่ได้ว่า สินค้าเครื่องหนังไทย ยังเป็นที่ยอมรับ ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความประณีตในการตัดเย็บ ซึ่งนี่จะเป็นจุดแข็งให้สินค้าเครื่องหนังไทย ยังโดดเด่นอยู่บนเวทีโลก

Go To Lead


ซัมซุง 'รุก' ตลาดสมาร์ทโฟน
นายวิทยา สินทราพรรณทร ผู้อำนวยฝ่ายการตลาด ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า ซัมซุงได้ศึกษาพฤติกรรมของคนเจเนอเรชัน Z และตั้งใจพัฒนา กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71 ให้เป็นสมาร์ทโฟนสุดเจ๋งที่ครบสุดทุกเรื่องสำหรับทุกคน (Awesome is for Everyone) พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของคนเจนนี้ในทุกๆ ทั้งการแคปเจอร์ริง (Capturing) ที่เน้นฟีเจอร์การถ่ายภาพและวิดีโอตอบโจทย์พฤติกรรมการชอบเล่นโซเชียลมีเดียผ่านกล้องสุดเจ๋ง (Awesome Camera) ด้านการรับชมภาพ (Viewing) ที่มาพร้อมหน้าจอใหญ่ สีสันสวย คมชัด พร้อมรับชมความบันเทิงต่างๆ ได้อย่างเต็มตา และแบตเตอรี่ที่อึดทนนาน ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน คนเจเนอเรชัน Z มีความชอบที่แตกต่างจากเจเนอเรชันอื่นๆ อย่างชัดเจน เช่น มีพฤติกรรมชอบเล่นเกมสูงกว่าเจนอื่นๆ ถึง 1.6 เท่า ชอบเสียงเพลงและดนตรีมากกว่าเจนอื่นถึง 1.4 เท่า และชื่นชอบการถ่ายภาพมากกว่าเจนอื่นถึง 1.3 เท่า จึงเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทางซัมซุงมุ่งเน้นพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช่เข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่มนี้อย่างตรงจุด
ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 สมาร์ทโฟนที่ได้รับการออกแบบเพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของกลุ่มผู้ใช้งาน Gen Z ได้อย่างลงตัว ทั้งเลนส์กล้องหลังอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ครบทุกสไตล์การถ่ายภาพ พร้อมกับนวัตกรรมกล้องใหม่ล่าสุด โหมดมาโคร (Macro) โหมดอัลตร้าไวด์ (Ultra-Wide) โหมดไลฟ์ โฟกัส (Depth Camera) และ โหมดถ่ายวีดีโอกันสั่น (Super Steady Video) ให้ภาพที่ดีที่สุดตอบทุกโจทย์ได้จบในเครื่องเดียว และ กาแลคซี่ เอ 71 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจคอเกมโดยเฉพาะด้วยหน่วยประมวลผลชิปเซ็ตสุดเทพ Snapdragon 730 ทำให้เล่นลื่น เร็ว แรง เต็มประสิทธิภาพ พร้อมกับเทคโนโลยีจอรุ่นใหม่ Super AMOLED Plus จอใหญ่ สีสวย ภาพสมจริง บางและเบากว่าเดิม

Go To Lead


'TCEB-พันธมิตร' 'ลุย'ตลาด MICE
นางสาววิชญา สุนทรศารทูล รักษาการรองผู้อำนวยการ สายงานบริหาร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในประเทศนั้นทีเส็บเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมการจัดประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล หรือ Meetings and Incentives (MI) เป็นอุตสาหกรรมที่มีจำนวนนักเดินทางและสร้างรายได้สูงสุดในธุรกิจไมซ์ โดยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสามารถช่วยผลักดันให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในท้องถิ่นชุมชน จากพฤติกรรมการเดินทางของกลุ่มพนักงานบริษัทเป็นกลุ่มการเดินทางขนาดเล็กและขนาดกลางโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงธุรกิจภายในองค์กรหรือระหว่างองค์กร ซึ่งมีการตัดสินใจในการเดินทางที่รวดเร็ว ทั้งการจัดประชุมสัมมนาองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล ทีเส็บจึงเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มเป้าหมายองค์กรและบริษัท เพื่อเพิ่มจำนวนนักเดินทางกลุ่มประชุมสัมมนาให้มีการเดินทางภายในประเทศสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วง Low Seasonช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นให้ขับเคลื่อนไปได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล
ทีเส็บ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังสมาชิกผู้ประกอบการไมซ์กว่า 200หน่วยงาน เข้าร่วมโครงการแรก“ประชุมเมืองไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย” ภายใต้แคมเปญมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ”เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นสนับสนุนกลุ่มองค์กรบริษัท (Corporate) ในการจัดประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลภายในประเทศ ภายใต้ข้อกำหนดว่ากิจกรรมจะต้องจัดขึ้นคนละจังหวัดกับที่ตั้งของบริษัทนั้นๆ โดยต้องมีวันพักค้างอย่างน้อย 1 คืน มีผู้เข้าร่วมงานอย่างน้อย 40 คนขึ้นไปต่อกลุ่มจะได้รับเงินสนับสนุนในรูปแบบบัตรกำนัล (Voucher)มูลค่า 20,000 บาทต่อกลุ่ม และให้ดำเนินการจัดงานผ่านบริษัทผู้รับจัดบริการเดินทางที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย หรือ DMC (Destination Management Company) ที่เข้าร่วมโครงการฯโดยการรับรองของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งมีสมาชิกผู้ประกอบการด้านไมซ์ ทั้งDMC โรงแรมที่พัก ศูนย์ประชุม บริการขนส่ง และแหล่งนันทนาการต่างๆ อยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศที่พร้อมต้อนรับและให้บริการนักเดินทางด้วยไมตรี ทีเส็บตั้งเป้าหมายกระตุ้นรายได้กว่า 70 ล้านบาทภายใน 31 กรกฎาคม จากการจัดการประชุมสัมมนาองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลในประเทศของกลุ่มบริษัทองค์กรได้ไม่ต่ำกว่า500 กลุ่ม หรือเฉลี่ย20,000 ถึง 40,000คน ที่จะร่วมกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วภูมิภาค และเพื่อช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ

Go To Lead


'ฮอนด้า' จัดสัมมนาและเวิร์กชอป
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า งานสัมมนาและกิจกรรมเวิร์กชอป Young Ambassadors ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘Road to Honda LPGA Thailand’ ซึ่งฮอนด้าได้ร่วมกับไอเอ็มจีและการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยมุ่งหวังพัฒนากีฬากอล์ฟในประเทศไทยแบบองค์รวม ทั้งการพัฒนาศักยภาพของนักกอล์ฟ และการเพิ่มศักยภาพกีฬากอล์ฟในประเทศไทยให้ทัดเทียมกีฬากอล์ฟระดับโลก โดยงานสัมมนาจะเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้ที่สนใจกีฬากอล์ฟได้มาเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟในมิติต่างๆ ซึ่งฮอนด้าเชื่อว่า น้องๆ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ จะสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ไปต่อยอดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสร้างประโยชน์ต่อกีฬากอล์ฟได้ในอนาคต และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานสัมมนานี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานการพัฒนากีฬากอล์ฟในประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
ภายในงานสัมมนาและกิจกรรมเวิร์กชอป Young Ambassadors แบ่งเป็นการให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆ อาทิ อนาคตของอุตสาหกรรมกอล์ฟ การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมาย บทบาทของการตลาดดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ฯลฯ โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรธุรกิจชั้นนำที่เกี่ยวข้องในวงการกอล์ฟ รวมทั้งวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียง ซึ่งหลังจากงานสัมมนาจะมีการคัดเลือกเยาวชนจำนวน 30 คน เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2020 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี และหลังจบการแข่งขัน จะทำการคัดเลือกเยาวชนจำนวน 6 คน เพื่อรับโอกาสการฝึกงานต่างประเทศอีกด้วย

Go To Lead


'แนะ'ปลูกพืชทางเลือก ใช้น้ำน้อย สู้ ‘ภัยแล้ง’
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มที่รุนแรง และแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจังหวัดชัยนาท และจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้ทำการแปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จังหวัดชัยนาท พื้นที่ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมืองชัยนาท ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมงและตำบลห้วยกรดพัฒนา อำเภอสรรคบุรี ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช ตำบลหนองหญ้าไซ อำเภอหนองหญ้าไซ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบว่า พืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงมีการเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำปริมาณมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิดมีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้ ถั่วลิสง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,430 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 356 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,146 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 21 บาท/กก. ถั่วเขียว ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,283 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 123 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,175 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 44 บาท/กก. ข้าวโพดหวาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,776 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,819 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,138 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 6 บาท/กก.สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร.05 640 5007-8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

Go To Lead

  --  
iClickNews.com