Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

เวียตเจ็ท 'ชู'ปฏิทินธีม “Blooming in The Sky” ปีใหม่ เงินสะพัดมูลค่า 1.35 แสนล้าน
พฤกษาเปิดบ้าน “เพิร์ล แบงก์ค็อก” แลนด์มาร์กใหม่ ทีเอ็มบีเผย 'หวย' ความฝันแลกด้วยเงินล้าน
ออมสิน” เล็งคืนดอกเบี้ย 30% ให้ลูกค้าประวัติดี “KTAXA Aim Step Life
'ซีพีเอฟ' รันฟอร์ชาริตี้ มิกซ์ จตุจักร-เอไอเอส วางระบบโครงข่ายอัจฉริยะ
กทม. TOP 5 MICE เอเชีย ไฟเขียว 'รถไฟฟ้า' นครราชสีมา
แนะปลูก 'หอมเซท' ให้ผลผลิตเร็วกว่า

เวียตเจ็ท 'ชู'ปฏิทินธีม “Blooming in The Sky”
เวียตเจ็ท สายการบินยุคใหม่ เปิดตัวปฏิทินส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี 2562 ในธีม“Blooming in The Sky” นำเสนอภาพสาวงามในชุดบิกินีประดับดอกไม้ที่แตกต่างกันในแต่ละเดือน เพื่อสื่อถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในภูมิภาคเอเชียซึ่งอยู่ในเครือข่ายการบินของเวียตเจ็ท การสร้างสรรค์ปฏิทินชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันที่สวยงามของพฤกษนานาพันธุ์ในแต่ละประเทศ ซึ่งเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรมและความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งสักครั้งในชีวิต ผ่านบริการเที่ยวบินราคาประหยัดบนมาตรฐานระดับสูงของเวียตเจ็ท โดยภาพเบื้องหลังการถ่ายทำปฏิทินชุดนี้ได้สร้างกระแสความฮือฮาบนสื่อโซเชียลไปแล้วทั่วโลก
พันธุ์ไม้ในปฏิทินชุดนี้สื่อถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามหลายแห่งทั้งในเวียดนาม อาทิ เมืองดานังในแถบตอนกลาง มูกางจ๋าย พื้นที่แถบภูเขาทางตอนเหนือ จางอาน ดินแดนที่งดงามในจังหวัดนิงบิ่ง ตลอดจนเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของไทยอย่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกอย่างโอซาก้า เกียวโตและโตเกียวของญี่ปุ่น และสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอีกมากมาย ซึ่งนักเดินทางสามารถไปสัมผัสประสบการณ์ความงดงามเหล่านี้ได้ด้วยสายการบินเวียตเจ็ท ผู้โดยสารที่เดินทางกับสายการบินเวียตเจ็ทและไทยเวียตเจ็ทในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 นี้ มีโอกาสได้รับแจกปฏิทินชุด “Blooming in The Sky” ฟรี ซึ่งการสมนาคุณครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเวียตเจ็ทในการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วเอเชียให้เติบโตยิ่งขึ้นในเทศกาลแห่งความสุขนี้

Go To Lead


ปีใหม่ เงินสะพัดมูลค่า 1.35 แสนล้าน
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจประชาชน 1,210 ตัวอย่างทั่วประเทศ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 จะมีการจับจ่ายใช้สอยมูลค่า 1.35 แสนล้านบาท มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับการจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา แบ่งเป็นการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ 6.22 หมื่นล้านบาท และคนต่างจังหวัด 7.30 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่มองว่าบรรยากาศปีนี้จะคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายช่วงปีใหม่ เป็นการใช้จ่ายเพื่อไปท่องเที่ยวมากสุด โดยท่องเที่ยวในประเทศ 5.86 หมื่นล้านบาท เที่ยวต่างประเทศ 3.83 หมื่นล้านบาท รองลงมา คือ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1.74 หมื่นล้านบาท เลี้ยงสังสรรค์ 1 หมื่นล้านบาท ทำบุญ 7,394.86 ล้านบาท ซื้อสินค้าคงทน 2,206 ล้านบาท และซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย 1,178.74 ล้านบาท
แหล่งที่มาของเงินนำมาใช้จ่ายผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่า มาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ รองลงมา คือ เงินออม และโบนัส รายได้พิเศษ ส่วนแผนการใช้เงิน เป็นการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว 2.52 หมื่นบาท/คน ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย 1.6 หมื่นบาท/คน สังสรรค์ 5,814 บาท/คน ซื้อสินค้าคงทน 4,375 บาท/คน ซื้อเสื้อผ้า/รองเท้า 1,756 บาท/คน เป็นต้น ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว เป็นการเที่ยวในประเทศ 1.44 หมื่นบาท/คน ต่างประเทศ 6.19 หมื่นบาท/คน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต พบว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่น่าเป็นห่วง โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุปัญหาด้านเศรษฐกิจมากสุด แต่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นปานกลาง โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะโต 4-4.5%

Go To Lead


พฤกษา เปิดบ้าน “เพิร์ล แบงก์ค็อก” แลนด์มาร์กใหม่
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำนักงานใหญ่ของพฤกษาที่ “เพิร์ล แบงก์ค็อก” เป็นอาคารประหยัดพลังงานที่ได้รับการรับรองการประเมินอาคารเขียวตามมาตรฐาน LEED Certified Green Building ระดับ Gold มีความสูง 25 ชั้น มูลค่าก่อสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท การออกแบบของตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไข่มุกรูปทรงเมล็ดข้าว” (Rice Pearl Dome) และในส่วนของโดมด้านหน้าได้แนวคิดมาจาก “หอยมุกมา-เบ” (Ma -Be Pearl) ที่มีลักษณะทรงกลมครึ่งซีก ด้วยความโค้งมนของอาคาร การใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบและเลือกใช้วัสดุ จึงมีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยมุ่งหวังให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพ เพื่อให้พนักงานพฤกษารวมถึงลูกค้าและผู้เข้ามาติดต่อได้รับความสะดวกสบาย ทั้งทำเลที่อยู่ใกล้ BTS อารีย์ ความสวยงามภายในอาคาร พร้อมสรรพด้วยเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ที่ทันสมัย พร้อมด้วยธนาคารพาณิชย์ชั้นนำถึง 7 แห่ง และ Pruksa Open Home ที่เป็นศูนย์บริการลูกค้าครบวงจรตั้งแต่จองจนถึงยื่นขอสินเชื่อเพื่อให้บริการอีกด้วย

Go To Lead


ทีเอ็มบีเผย 'หวย' ความฝันแลกด้วยเงินล้าน
ศูนย์วิเคราะห์ Customer Insights by TMB Analytics เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการซื้อลอตเตอรี่และหวย(ใต้ดิน)คนไทยพบว่า หวยไม่ใช่แค่เรื่องของมวลชน กลุ่มพนักงานประจำและเจ้าของธุรกิจ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนของประเทศ กว่า 9 ล้านคน เสพติดหวย ส่วนใหญ่มีครอบครัวมีภาระ ที่ซื้อลอตเตอรี่เพราะหวังรวยทางลัดและอยากเสี่ยงโชค หวยเป็นปัจจัยพื้นฐานแม้เศรษฐกิจไม่ดีก็ยังซื้อ 1 ใน 4 ของคนไทยซื้อลอตเตอรี่และหวย รวมเป็นเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาทต่อปี” พูดง่ายๆคือคนไทยราว 20 ล้านคนซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวยเทียบเป็นมูลค่าในแต่ละปีเท่ากับ 3 เท่าของมูลค่าซื้อกองทุน LTF และ RMF หรือมองในมุมของเศรษฐกิจเทียบเท่ากับเม็ดเงินลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเลยทีเดียว ทุกวันนี้คนไทยมองการซื้อลอตเตอรี่หรือการเล่นหวยอย่างไร เสียงสะท้อนจากสื่อโซเชียลส่วนใหญ่และผลสำรวจ พบว่าร้อยละ 55 มองหวยเป็นความฝันและความหวังที่ทำให้รวยและมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่จาก สถิติชี้ว่าโอกาสที่จะรวยจากการถูกรางวัลนั้นน้อยมากไม่ว่าเป็นลอตเตอรี่หรือหวย โดยคนคาดหวังว่าจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มีอยู่ 44% แต่โอกาสถูกจริงเน้นว่าเป็นเพียง 1 ในล้าน ส่วนด้านคนเล่นหวยคาดว่าจะถูก 2-3 ตัวบนล่างมีอยู่ถึง 78% แต่โอกาสถูกจริงคิดเป็น 0.4-2% เท่านั้น
นอกจากนี้ข้อมูลจาก Google Trend ยังชี้ว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาคนไทย search คำว่า “เลขเด็ด” ซึ่งเป็นคำที่ฮิตทั่วไทยเพิ่มขึ้นถึงปีละ 18% ขณะที่การ search คำว่า “ฝากเงิน”เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 9% และกระจุกอยู่แค่หัวเมืองเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่ได้ยินเสมอว่าถ้ามีเลขเด็ดแพร่สะพัดไปเมื่อไรละก็ ทั่วทั้งประเทศแผงไหนๆ จังหวัดไหนก็ขายหมด และไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรคนไทยก็ยังคงเสพติดหวยอย่างสม่ำเสมอ บ่งชี้จากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 2552 รายจ่ายในการซื้อลอตเตอรี่และหวยของคนไทยอยู่ที่ 340 บาทต่อเดือนหรือคิดเป็น 2.1% ต่อรายได้ทั้งหมด เทียบกับในช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในปี 2560 รายจ่ายในด้านนี้อยู่ที่ 452 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 2.1% ต่อรายได้ทั้งหมด ซึ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าหวยเป็นความหวังที่ทำให้รวยและมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่รายได้ตกต่ำควรเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น แต่ก็ยังต้องการเสี่ยงโชคแทงหวย หรือหวยจะมีบทบาทกลายเป็นสินค้าจำเป็นตามหลักเศรษฐศาตร์เข้าไปทุกที เมื่อเจาะลึกถึงหน้าตาผู้ซื้อลอตเตอรี่หรือหวยเป็นอย่างไร เราพบว่าความเชื่อที่ว่าคนรายได้น้อยเท่านั้นที่เล่นหวย ส่วนคนรวยเล่นหุ้นนั้นไม่จริง จากสถิติและผลสำรวจพบว่า คนไทยไม่ว่าจะรายได้มากหรือน้อยก็เล่นหวยทั้งนั้น โดยกลุ่มคนที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีการซื้อลอตเตอรี่และหวยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 680 บาท คิดเป็น 1.2% ของรายได้ ซึ่งมากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือนที่เฉลี่ยอยู่ที่ 350 บาท คิดเป็น 2.2% ของรายได้
และไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย ก็เล่นหวยทั้งนั้น แต่หนักไปที่คนวัยสร้างครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการ แถมเริ่มเล่นหวยตั้งแต่อายุยังน้อย จากสถิติและผลสำรวจชี้ว่า กลุ่มคนวัยสร้างครอบครัว (อายุ 35-55 ปี) หรือมีภาระรับผิดชอบเยอะ เป็นกลุ่มที่ซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวยหนักที่สุดเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท มากกว่าวัยทำงานและวัยเกษียณที่เฉลี่ยต่อเดือนราว 400 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของกิจการ อย่างไรก็ตาม สถิติและผลสำรวจยังชี้ถึงประเด็นที่น่าตกใจว่า 10% ของจำนวนนักเรียนและนักศึกษาเล่นหวย โดยซื้อหวยต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 187 บาท เรียกว่าเริ่มเล่นหวยกันตั้งแต่ยังไม่มีรายได้ สาเหตุที่ซื้อเพราะมีแรงจูงใจมาจากผู้ปกครองและคนรอบข้าง และสื่อโซเชียล
ทุกวันนี้มนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจเสพติดการเล่นหวยอยู่ในระดับใด? ที่เราเซอร์ไพรส์คือ 50% ของมนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจ หรือประมาณ 12 ล้านคนเล่นหวย โดยหากแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะการเล่นหวย เราพบว่า 26% “เล่นขำๆ” คือ เล่นสนุกไม่จริงจัง มีความสุขจากการได้หวังเงินรางวัล 63% “ชอบหวย” เพราะชอบลุ้นหรือเสี่ยงโชค มีความสุขจากการได้หวังเงินรางวัล และที่น่าสนใจคือ 11% “ติดหวย” ชอบลุ้นหรือเสี่ยงโชค มองว่ามูลค่าของเงินรางวัลสูงยังไงก็คุ้มกับเงินที่ซื้อหวย จึงซื้อแบบไม่ได้คิด ทั้งนี้เราอาจสรุปได้ว่า มนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ หรือราว 9 ล้านคน ชอบลุ้นรางวัลไปจนถึงเสี่ยงโชคเพื่อรวยขึ้น
เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมการซื้อหวยของกลุ่มคน “ชอบหวย” พบว่ากว่า 80% ซื้ออย่างน้อยเดือนละครั้ง เฉลี่ยเดือนละ 420 บาท และซื้อเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกของการเล่นหวยราว 18% ยิ่งไปกว่านั้น เราพบว่า กลุ่มคน “ติดหวย” จะซื้อทุกงวด หรือ 24 ครั้งต่อปี จ่ายค่าหวยมากกว่ากลุ่ม “ชอบหวย”ถึงสองเท่า แถมยังซื้อเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกถึง 26% ทั้งนี้หากกลุ่มคนเหล่านี้ซื้อหวยต่อเนื่อง 50 ปี สิ่งที่พวกเขาเสียไปเทียบเท่าได้กับ รถยนต์ City Car หรือบ้านถึง 1 หลัง เลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นว่า หวย คือความฝันที่แลกด้วยเงินล้านของคนไทยจริงๆ
นอกจากนี้เราได้เจาะลึกไปถึงสาเหตุของพฤติกรรม โดยพบว่า ทั้งคน “ชอบหวย” และคน “ติดหวย” มองเงินที่ซื้อหวยเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องมี เพราะชอบเสี่ยงโชค แต่ต่างกันตรงที่ คน “ชอบหวย” มีการวางแผนทางการเงิน โดยกันเงินเพื่อซื้อหวย ในขณะที่คน “ติดหวย” ซื้อหวยแบบไม่ได้คิด คือ หากได้เงินมาก็ใช้ซื้อหวยทันที และอาจยอมลดเงินซื้อหวยส่วนหนึ่งเท่านั้น และเพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น เราพบว่า คน “ติดหวย” จะนำเงิน(ถ้าถูกรางวัล) จ่ายหนี้ ต่างจากคน “ชอบหวย” ที่เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และให้ครอบครัว จึงเป็นข้อยืนยันว่า หวยคือความหวังที่ช่วยปลดล็อดให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ผลสำรวจสัดส่วนในการออมเงิน คน “ชอบหวย” ส่วนใหญ่ราว 66% มีเงินออมเฉลี่ยมากกว่า 5,000 บาท ขณะที่เงินออมเฉลี่ยต่อเดือนของคน “ติดหวย” นั้นส่วนใหญ่น้อยกว่า 5,000 บาท โดยสรุปแล้ว มนุษย์เงินเดือนและเจ้าของธุรกิจ ที่ “ชอบหวย” และ “ติดหวย” หากนำเงินเหล่านี้ไปออมเพิ่มขึ้น หรือลงทุนในทางเลือกอื่น ที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง โปร่งใส รวมถึงการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ จะทำให้มีรายรับเพิ่มขึ้น และอาจนำไปใช้จ่ายสิ่งจำเป็น เช่น ประกันสุขภาพ รถยนต์ หรือ บ้าน ได้โดยไม่ต้องหวังลุ้นเสี่ยงโชคทุกวันที่ 1 และ 16 ของแต่ละเดือนอีกต่อไป ?

Go To Lead


ออมสิน” เล็งคืนดอกเบี้ย 30% ให้ลูกค้าประวัติดี
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดทำแพ็คเกจของขวัญปีใหม่ 2562 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เสนอให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เพื่อรอเสนอเข้า ครม. ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการคืนดอกเบี้ยให้ผู้กู้รายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกินคนละ 200,000 บาท ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีตามเงื่อนไขธนาคารในรอบปี 61 ที่ผ่านมา จะได้รับเงินในส่วนของดอกเบี้ยโอนเข้าบัญชี ธนาคารมีลูกค้ารายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาทมากกว่า 1 ล้านราย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ หากใครผ่อนดีผ่อนตรงไม่ค้าง ชำระตลอดปี 61 โดยเริ่มนับตั้งแต่รอบบัญชีเดือนธ.ค.60-พ.ย.61 ก็จะได้รับเงินในส่วนของดอกเบี้ยคืน ซึ่งคาดว่าจะน่าคืนเงินเข้าบัญชีได้ภายในเดือนม.ค.ปีหน้า
นอกจากนี้ยังมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ใช้แรงงานโดยจะเปิดให้ประชาชนฐานรากที่ใช้แรงงานและไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรเข้ามาขอเงินกู้นำไปใช้ได้หลายวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อสำหรับนำไปใช้แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หรือใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยกำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยคิดไม่เกิน 0.85% ต่อเดือน ซึ่ง ถูกกว่าเงินกู้นอกระบบที่คิดถึง 10% ต่อเดือน หรือหากใครมีความต้องการขอสินเชื่อเพื่อนำไปสร้างอาชีพประกอบธุรกิจ ธนาคารก็จะมีสินเชื่อพิเศษเตรียมไว้ให้กู้อีกรายละ 2 แสนบาทส่วนอีกมาตรการของขวัญ เป็นการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 24 เดือน และ 36 เดือน ในอัตรา 0.25% ต่อปี สำหรับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่ไม่ แสวงหากำไร ซึ่งได้เริ่มไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.ทีผ่านมา พร้อมทั้งยังได้ประกาศไม่ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยในช่วงนี้ด้วย เพื่อดูแลประชาชนฐานรากไม่ให้ได้รับผลกระทบในการ ผ่อนชำระ วงเงินที่ใช้จัดทำมาตรการของขวัญปีใหม่ปีนี้จะใช้เงินรายได้ของธนาคารเอง โดยไม่ของบเงินชดเชยจากรัฐบาล แต่จะขอให้กระทรวงการคลังใช้เป็นตัวชี้วัดประเมินผลงานของธนาคาร โดย ขั้นตอนขณะนี้ธนาคารได้เสนอไปแล้ว เหลือเพียงแค่รอมติ ครม.หากอนุมัติเมื่อไรก็พร้อมทำได้ทันที โดยธนาคารมีวงเงินพร้อมปล่อยกู้แบบไม่อั้นเพื่อเปิดกว้างให้คนใช้แรงงานทุกคนได้ เข้าถึงทั้งหมด การมอบของขวัญปีใหม่ปีนี้ของออมสินจะมุ่งเน้นการดูแลผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควรให้ได้มีโอกาสเข้าถึง แหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น รวมถึงยังเป็นการกระตุ้นให้คนมีรายได้เพิ่มถ้ามีวินัยในการผ่อนชำระ หรือมีการออมเงินที่ดีขึ้น

Go To Lead


KTAXA Aim Step Life
นางสาวภควิภา เจริญตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายลูกค้า บมจ. กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดเผยว่า บริษัทและพนักงานจิตอาสา ร่วมมอบอุปกรณ์กีฬา พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนด้อยโอกาส ภายใต้โครงการ “KTAXA Step Life” โดยโรงเรียนที่ได้รับมอบอุปกรณ์กีฬามีจำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดนพรัตนาราม และโรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์ จ. ปทุมธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจากการนำเสนอของพนักงานกว่า 20 โรงเรียน นอกจากการมอบอุปกรณ์กีฬา พี่ๆ จิตอาสาจากรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต ยังร่วมเล่นกีฬากับน้องๆ นักเรียน เพื่อสร้างความสนุกสนาน และมอบความสุขให้กับน้องๆ นักเรียนทุกคน
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อส่งเสริม และให้ความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดจากกิจกรรม “KTAXA Step Life ” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีแก่พนักงานจากการแข่งขันการก้าวเดิน ในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน และสะสมก้าวเดินได้กว่า 118 ล้านก้าว ซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินได้กว่า 200,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ให้แก่น้องนักเรียนๆ ในครั้งนี้ เพราะที่กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เรามุ่งหวังให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นตามใจปรารถนาอย่างยั่งยืน

Go To Lead


'ซีพีเอฟ' รันฟอร์ชาริตี้
นายวิโรจน์ คัมภีระ ประธานชมรม ซีพีเอฟ รันนิ่ง คลับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมล่าสุดส่งท้ายปี 2561 “ซีพีเอฟ ตอบแทนคุณแผ่นดิน เดิน-วิ่ง ถิ่นครูบา” ครั้งที่ 2 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนักวิ่งราว 1,500 คน ร่วมวิ่งการกุศลครั้งนี้ เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรม จำนวน 167,396 บาท มอบให้แก่เหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน สำหรับใช้พัฒนาชุมชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส พร้อมนำรายได้อีก 41,000 บาท จัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มอบให้กับโรงเรียนวัดป่าแดด จ.ลำพูน ใช้ส่งเสริมความรู้ ความสามารถให้แก่เยาวชนไทย นอกเหนือจากนั้นการวิ่งในครั้งนี้ยังได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการนำใบตองมาใช้ทำเป็นภาชนะอาหารสำหรับแจกให้นักวิ่ง เพื่อลดการใช้โฟมและพลาสติก m CPF RUN FOR CHARITYเดิน-วิ่ง เพื่อการกุศล จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 2560 ตามแนวคิดที่จะส่งเสริมให้พนักงานซีพีเอฟทั่วประเทศ และคนในชุมชนรอบสถานประกอบการ หันมาออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพ เป็นการส่งเสริมให้พนักงานและคนในชุมชนได้มีกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งยังกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงการช่วยเหลือสังคมด้วยการทำความดี สร้างคุณประโยชน์ตอบแทนสังคม โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปสมทบทุนแก่ มูลนิธิ โรงพยาบาล โรงเรียน และเหล่ากาชาด ในแต่ละจังหวัดที่จัดกิจกรรม

Go To Lead


มิกซ์ จตุจักร-เอไอเอส วางระบบโครงข่ายอัจฉริยะ
นายมีพร ไชยูปถัมภ์ กรรมการบริหาร บริษัท สยามพิริยา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ หลังจากที่ได้เปิดตัวแนะนำ “มิกซ์ จตุจักร” (Mixt Chatuchak) ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางตลาดนัดจตุจักรเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในการร่วมพัฒนาโครงข่ายและบริการระบบสื่อสารโทรคมนาคม ในศูนย์การค้า “มิกซ์ จตุจักร” เพื่อสร้างโอกาสให้กับร้านค้าและเอสเอ็มอีในศูนย์การค้าสามารถทำธุรกิจในรูปแบบออมนิ ชาแนล (Omni – Channel) และส่งเสริมการจับจ่ายแบบไร้เงินสด ตามแผนการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการช้อปปิ้งตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“โอกาสใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจศูนย์การค้าในยุคดิจิทัล นอกเหนือจากการสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งการมีสินค้าและบริการที่ตรงใจผู้บริโภคแต่ละบุคคล (Personalization) แล้ว การพัฒนาธุรกิจสู่ ออมนิ ชาแนล (Omni – Channel) เพื่อผสานประสบการณ์ช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์กับหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า เป็นอีกโอกาสสำคัญสำหรับเอสเอ็มอีและธุรกิจรีเทล มิกซ์ จตุจักร ต้องการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีผลักดันให้เกิดออมนิ ชาแนลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อพัฒนาโครงข่ายและบริการโทรคมนาคม เชื่อมโยงร้านค้าเอสเอ็มอีในศูนย์การค้ากว่า 700 ร้านค้ากับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศผ่านทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง Wi -Fi รวมทั้งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับอนาคต” นายมีพรกล่าว

Go To Lead


กทม. TOP 5 MICE เอเชีย
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครและทีเส็บ เพิ่งเข้าร่วมการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นครั้งแรก และประเทศไทยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและสิ่งแวดล้อมสำหรับการประชุม ปัจจุบัน นักเดินทางกลุ่มไมซ์ต่างให้ความสนใจด้านความยั่งยืนมาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญของโลก นอกจากนี้ GDS ก็เชื่อมโยงอยู่กับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติด้วย การจัดอันดับครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทั้งอุตสาหกรรมไมซ์และประเทศไทยไปพร้อม ๆกัน The Global Destination Sustainability Index (GDS-Index) เป็นโครงการจัดอันดับเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดงานที่มีความสามารถโดดเด่นเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศยุโรปและสแกนดิเนเวีย ที่เป็นสมาชิกและได้รับการสนับสนุนจากสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ หรือInternational Congress and Convention Association (ICCA) ซึ่งมีความเข้มแข็งด้านการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดงานอย่างยั่งยืนเป็นอย่างมาก ปัจจุบันบริหารงานโดยพันธมิตรหลัก 4 องค์กร คือ International Congress and Convention Association (ICCA), MCI Group, IMEX และ European Cities Marketing (ECM) ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักในแวดวงอุตสาหกรรมการจัดประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้าทั่วโลก International Congress and Convention Association หรือ ICCA และรายงานของ the Global Association of the Exhibition Industry หรือ UFI ในปีพ.ศ. 2560 พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 5 ของเอเชียด้านการจัดประชุมนานาชาติ และอันดับที่ 7 ของเอเชียด้านการแสดงสินค้านานาชาติ โดยเป็นที่หนึ่งของอาเซียนทั้งในด้านการประชุมและการแสดงสินค้า
ทีเส็บมีคะแนนการดำเนินงาน 69% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยคะแนนของทั่วโลกคือ 53% 1 Kyoto (Japan)TOTAL SCORE 60 Environ-mental76 Social 64 Supplier 67 CVB 46 2 Bangkok (Thailand) TOTAL SCORE 58 Environ-mental 45 Social50 52 Supplier 693 CVB Goyang (Korea) TOTAL SCORE 54 Environ-mental 43 Social 64Supplier 67 CVB49 4 Sapporo (Japan)TOTAL SCORE 51 Environ-mental 62Social 71 Supplier 33 CVB54 5 Dubai (UAE) TOTAL SCORE39 Environ-mental24 Social 21 Supplier 43 CVB46

Go To Lead


ไฟเขียว 'รถไฟฟ้า' นครราชสีมา
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติร่างหลักการ พ.ร.ฎ. ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการจัดหาและดำเนินการรถไฟฟ้าในจังหวัดนครราชสีมา จากเดิมที่ รฟม. จะดำเนินการเดินรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ควรมีระบบรถไฟฟ้ารางเบา เบื้องต้นมีระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร แบ่งเป็น 3 เส้นทาง คือ สายสีเขียว ประมาณ 20 กิโลเมตร สายสีส้ม ประมาณ 20 กิโลเมตร และสายสีม่วง 7.1 กิโลเมตร มีสถานีรวมทั้งหมด 30 สถานี ส่วนงบประมาณในการดำเนินโครงการจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอรายละเอียดเข้ามาเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนระยะเวลาการก่อสร้างจะใช้เวลา 5 ปี หลังจากที่มีการอนุมัติงบประมาณในการดำเนินการ

Go To Lead


แนะปลูก 'หอมเซท' ให้ผลผลิตเร็วกว่า
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์หอมหัวใหญ่ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งพบว่ามีการปลูกหอมหัวใหญ่ที่อำเภอตาคลี ตำบลพรมนิมิต และตำบลช่องแค ซึ่งหอมหัวใหญ่เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้น โดยเกษตรกรจะปลูกในช่วงฤดูแล้ง หลังจากเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีการเตรียมดินเพื่อเพาะกล้าและเริ่มปลูกลงแปลงในเดือนพฤศจิกายน ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 60 - 90 วัน ซึ่งผลผลิตหอมหัวใหญ่จังหวัดนครสวรรค์ จะเก็บเกี่ยวชุดแรกต้นเดือนมกราคม 2562 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดเดือนมีนาคม และเก็บเกี่ยวหมดในเดือนเมษายน 2562 จากการติดตามโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ถึงสถานการณ์ผลผลิตหอมหัวใหญ่ ปีเพาะปลูก 2561/62 (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2561) พบว่า จังหวัดนครสวรรค์ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 684 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 11 ผลผลิตรวมประมาณ 2,623 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 11 โดยผลผลิตเฉลี่ย 3,835 กิโลกรัม/ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาสภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้หัวพันธุ์บางส่วนได้รับความเสียหาย และเกิดโรคหอมเลื้อย เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกลง
สำหรับผลผลิตหอมหัวใหญ่ของจังหวัด จะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2562 ประมาณ 1,618 ตัน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาผันผวน เกษตรกรควรปรับวิธีการปลูกโดยแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นการปลูกแบบหอมเซท (การเก็บหัวแห้งขนาดเล็กเพื่อใช้ปลูกในฤดู) เนื่องจากการปลูกโดยใช้หอมเซทจะเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตเร็วกว่าการปลูกแบบเพาะกล้า ซึ่งในขณะนี้จังหวัดนครสวรรค์มีสัดส่วนการปลูกแบบหอมเซทประมาณร้อยละ 25

Go To Lead

  --  
iClickNews.com