Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

รัฐ 'ลดค่าโอน-จำนอง' ปล่อยกู้ดอกถูก 2.50% ตลาด'บัตรเครดิต' แข่งดุ
ธ.ก.ส. ผลประเมินความโปร่งใสระดับ AA ซิกน่า ประกันภัย 'เจาะ'ตลาดสุขภาพ
'ดัน'ส่งออก 10 ประเทศหวังมูลค่าปีนี้ฟื้นเป็นบวก บราเดอร์ อัดแคมเปญ คุ้มสุโก้ย ซีซั่น 7 ตอนชิ้นที่ 2 จ่าย 7 บาท
'หนุน' สนามบินเชียงใหม่แห่ง 2 รับท่องเที่ยวโต Honda e:TECHNOLOGY
'แนะ'พืชทางเลือกภาคใต้ตอนบน แทนปลูกยาง

รัฐ 'ลดค่าโอน-จำนอง' ปล่อยกู้ดอกถูก 2.50%
นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการลดภาระให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย และจะต้องจดทะเบียนการโอน รวมถึงจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ภายในวันที่ 24 ธ.ค.2563 ส่วนอีกมาตรการ ครม.ได้เห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ดอกเบี้ยพิเศษ 2.5% คงที่ 3 ปี วงเงิน 50,000 ล้านบาท ทั้ง 2 มาตรการนี้ รัฐคาดในส่วนของการลดค่าโอนและจดจำนองจะสูญเสียรายได้ 2,600 ล้านบาท ส่วนมาตรการลดดอกเบี้ยธอส. รัฐบาลจะช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ 1,200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่า เมื่อเทียบกับการช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโต และส่งผลดีไปยังภาคธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจคมนาคม และยังหวังว่าหลังจาก ธอส. เป็นผู้นำตลาดในการลดดอกเบี้ยเงินกู้ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ตาม
ข้อมูลปัจจุบัน มีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมอยู่ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ณ เดือนต.ค.62 มีอยู่ประมาณ 34,731 หน่วย คิดเป็น 57% ของที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จทั้งหมด และคาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จ ในปี 63 อีกประมาณ 145,269 หน่วย จึงมีที่อยู่อาศัยรวมกว่า 180,000 หน่วย ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าของได้จำนวนเพียงพอ สำหรับกลุ่มเป้าหมายมาตรการอสังหาฯ จะเน้นไปกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง กลุ่มคนเริ่มทำงานใหม่ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อ เพื่อให้ลูกหลานหรือทายาท ที่ต้องเป็นการซื้ออยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ (เพื่อการอยู่อาศัย) และห้องชุด แต่ต้องเป็นที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมอยู่ที่ไม่เคยผ่านการครอบครองโดยบุคคลอื่นมาก่อน และราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย

Go To Lead


ตลาด'บัตรเครดิต' แข่งดุ
นางมารี แรมลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลูกค้ารายย่อย เปิดเผยว่า บัตรเครดิต TMB เอาใจสายรักสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษเมื่อมียอดใช้จ่ายที่ Fitness First, Yoga &Me, Absolute You, The Olympic Club, Divana Group และ We Fitness ทุกสาขาที่ร่วมรายการ รับพิเศษ 2 ต่อ ต่อที่1) แบ่งชำระยอดใช้จ่ายได้ด้วยตัวเอง 0% 3 เดือน TMB So GooOD เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป/เซลล์สลิป ต่อที่2) รับบัตรของขวัญเซ็นทรัล สูงสุด 1,800 บาท ต่อเดือน เมื่อใช้จ่ายตามเงื่อนไข ยอดใช้จ่าย 15,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับบัตรของขวัญ 200 บาท ยอดใช้จ่าย 30,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับบัตรของขวัญ 600 บาท ยอดใช้จ่าย 60,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับบัตรของขวัญ 1,800 บาท จำกัดการรับบัตรของขวัญ 1 สิทธิ์ ต่อหมายเลขบัตร ต่อเดือน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 31 มกราคม 2563 เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิต TMB ประเภทบุคคลธรรมดาเท่านั้น ยกเว้น บัตรเครดิตองค์กรทุกประเภท ลงทะเบียน SMS รับสิทธิ พิมพ์ TMBKK ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต TMB 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558 และดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.tmbbank.com
บัตรเครดิต TMB ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของสมาชิกบัตร มอบโปรโมชั่นผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อซื้อสินค้าไอทีที่ร้าน Banana, Studio7, Jaymart, JIB Computer Group, iStudio by SPVI, TG Fone, iStudio by Copperwired ทุกสาขาที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 31 มกราคม 2563 พร้อมรับเครดิตเงินคืน สูงสุด 8,000 บาท ต่อเดือน ยอดใช้จ่าย 10,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 260 บาท ยอดใช้จ่าย 30,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 950 บาท ยอดใช้จ่าย 60,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 2,000 บาท ยอดใช้จ่าย 200,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 8,000 บาท จำกัดเครดิตเงินคืน สูงสุด 1 สิทธิ์ /บัตร ต่อเดือน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558 และดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.tmbbank.com

Go To Lead


ธ.ก.ส. ผลประเมินความโปร่งใสระดับ AA
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้เข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA)ประจำปี 2562 ซึ่งได้รับผลประเมินคะแนนอยู่ที่ 96.43 โดยอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (ระดับ AA)จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) โดยเป็นลำดับที่ 3 จาก 53 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และลำดับที่ 11 จากหน่วยงานทั่วประเทศกว่า 8,299 หน่วยงานซึ่ง ธ.ก.ส. ได้รับคะแนนการประเมินอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง หลักเกณฑ์การประเมินพิจารณาตามตัวชี้วัด 10 ดัชนี คือ การปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ การแก้ไขปัญหาการทุจริต คุณภาพการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการสื่อสาร การปรับปรุงระบบการทำงาน การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันการทุจริต โดยอาศัยเครื่องมือในการประเมิน 3 เครื่องมือ คือ การสำรวจความคิดเห็นพนักงานภายใน สำรวจความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก และการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ

Go To Lead


ซิกน่า ประกันภัย 'เจาะ'ตลาดสุขภาพ
นายธีรวุฒิ สุธนะเสรีพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิกน่า ประเทศไทย เปิดเผยว่า เรานำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อนในงานครั้งนี้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาช่วยให้คนไทยสามารถวัดระดับความเครียดและพัฒนาวิธีการจัดการความเครียดเหล่านั้นได้อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ และการนำข้อมูลที่ได้จากแบบสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360? ที่ทางซิกน่าได้จัดทำขึ้น เราเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่จะคอยเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพของคนไทย เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดการสาเหตุหลักที่เป็นตัวการทำลายสุขภาพของคนไทย นั่นก็คือ ความเครียด”จากผลการสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360? ในปี 2019 แสดงให้เห็นว่า 84% ของประชากรโลกได้รับผลกระทบจากปัญหาความเครียด ซึ่งปัญหาความเครียดจากที่ทำงานเป็นปัญหาที่ส่งผลรุนแรงมากขึ้น จากตัวเลขที่สูงถึง 87% ของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ทั้งนี้จากภาพรวมของแบบสำรวจพบว่าคนไทยมีอัตราการได้รับผลกระทบจากความเครียดสูงกว่าประชากรในประเทศอื่น ๆ และปัญหาความเครียดนั้นก็มีอัตราการเพิ่มพูนขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงาน จากการศึกษาพบว่าปัญหาความเครียดสะสมเรื้อรังนี้เป็นสาเหตุหลักที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพและการอยู่ร่วมกันในสังคม คนไทยที่มีความเครียดสะสมก่อให้เกิดผลกระทบของความเครียดที่ส่งต่อร่างกายเช่น การทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

Go To Lead


'ดัน'ส่งออก 10 ประเทศหวังมูลค่าปีนี้ฟื้นเป็นบวก
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะนำมาใช้ขยายการส่งออกของไทย โดยเน้น 10 ตลาดเป้าหมาย ได้แก่ จีน, อินเดีย, ตุรกี, เยอรมนี, ศรีลังกา, บังคลาเทศ, ตะวันออกกลาง เช่น อิรัก ดูไบ บาห์เรน กาตาร์, แอฟริกาใต้, รัสเซีย อังกฤษ และอียู จากนี้ไป เราจะบุกตลาดเป้าหมายทั้ง 10 ตลาดให้มากขึ้น เพราะยังมีศักยภาพที่จะนำเข้าสินค้าจากไทยได้อีก รวมถึงยังได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ของไทยในประเทศต่างๆ หาลู่ทางการส่งออกสินค้าและบริการในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเน้นเป็นรายมณฑล รายรัฐ และเมืองรองให้มากขึ้น ซึ่งจะมุ่งไปที่สหรัฐฯ จีน และอินเดีย เพราะสินค้าของไทยส่วนใหญ่ยังเข้าไปถึงเมืองรอง หรือมณฑลห่างไกลเลย และเดินหน้าผลักดันสินค้าที่ตราสัญลักษณ์ของไทย หรือแบรนด์ของไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และการจดจำของผู้ซื้อในต่างประเทศ ผ่านโครงการจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brand ในประเทศต่างๆ , การส่งเสริมธุรกิจบริการใหม่ๆ เช่น ค้าปลีก, โลจิสติกส์, บริการก่อสร้าง ออกแบบ และตกแต่งภายใน, ธุรกิจบันเทิง รวมถึงธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพื่อขยายการส่งออก จะกระชับความสัมพันธ์ของภาคเอกชนไทยกับเอกชนของประเทศต่างๆ, สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการหน้าใหม่ (สตาร์ตอัพ) ให้สามารถส่งออกได้, ส่งเสริมการค้าชายแดน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มองว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ การส่งออกในภาพรวมน่าจะยังขยายตัวเป็นบวก แลยังมีโอกาสที่การส่งออกทั้งปียังขยายตัวได้

Go To Lead


บราเดอร์ อัดแคมเปญ คุ้มสุโก้ย ซีซั่น 7 ตอนชิ้นที่ 2 จ่าย 7 บาท
นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยนายพงษ์พันธ์ สุระวัฒน์เจริญ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด จัดเต็มความคุ้มผ่านโปรโมชั่นสุดแรงแห่งปี แคมเปญสุดสุโก้ย ซีซั่น 7 ตอนชิ้นที่ 2 จ่ายแค่ 7 บาท วันนี้ – 15 ธ.ค. 62 ที่มอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าบราเดอร์ เมื่อซื้อเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ท รุ่น DCP-T510W, MFC-T910DW, เครื่องพิมพ์เลเซอร์มัลติฟังก์ชั่น รุ่น MFC-L2715DW, DCP-L3551CDW, เครื่องสแกนเอกสาร รุ่น ADS-1200, ADS-2200, เครื่องพิมพ์ฉลากรุ่น PT-P710BT, PT-D600, จักรเย็บผ้ารุ่น NV180D, NV800E, ชุดเครื่องเสียง Home Karaoke BMB รุ่น Basic Set, Advance Set และเครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัลรุ่น GTX โดยลูกค้าเลือกซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ รับสิทธิ์ในการแลกซื้อสินค้า ชิ้นที่ 2 ที่ร่วมรายการในราคาเพียง 7 บาท โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้จากตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการฯ ชมรายละเอียดแคมเปญ สินค้าและส่วนลด ร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศได้ที่เว็บไซต์ https://www.brother.co.th/th-th/contents/sugoiseason7 หรือเฟซบุ๊ก Brother (Thailand) ลูกค้ายังมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการหลังการขายจากศูนย์บริการบราเดอร์และศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งทุกภูมิภาคทั่วประเทศหรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการหลังการขายได้ที่ Brother Contact Center 0-2665-7777, customer@brother.co.th ที่ได้รับรางวัล The Best Contact Center Award มาติดต่อกันถึงสี่ปี

Go To Lead


'หนุน' สนามบินเชียงใหม่แห่ง 2 รับท่องเที่ยวโต
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้ติดตามการคมนาคมในพื้นที่ ในส่วนของท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ได้ฟังปัญหาและความต้องการของ ทชม. ที่ต้องการให้กระทรวงคมนาคมผลักดันโครงการสำคัญ เนื่องจาก ทชม. เป็นท่าอากาศยานสำคัญต้อนรับนักท่องเที่ยว และประสบปัญหาความแออัดของผู้โดยสาร มีความสามารถรองรับผู้โดยสาร 8 ล้านคนต่อปี แต่ในปี 2562 มีผู้โดยสาร 11.33 ล้านคน พร้อมสานต่อนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ขับเคลื่อนการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่น รวมทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานในต่างจังหวัดเพื่อบรรเทาความแออัดของท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่งการดำเนินโครงการพัฒนา สนามบินเชียงใหม่ แห่งที่ 2 เป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ วางแผนการก่อสร้างไม่ให้กระทบกับประชาชน ส่วนการก่อสร้าง ทชม. แห่งที่ 2 ในอนาคต ต้องวางแผนการเวนคืนที่ดิน และขอความร่วมมือกับทางจังหวัดช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา ทชม. ขณะที่การบรรเทาความแออัด ทชม. ระยะเร่งด่วน (ปี 2561 - 2563) ให้เร่งดำเนินการควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพัฒนา ทชม. ระยะที่ 1 การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และใช้อาคารผู้โดยสารเดิมเป็นอาคารผู้โดยสารในประเทศเพียงอย่างเดียว

Go To Lead


Honda e:TECHNOLOGY
Honda e:TECHNOLOGY เป็นชื่อที่ใช้เรียกแทนเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงของฮอนด้าที่จะถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆ ของฮอนด้าในอนาคต ผ่านการแถลงข่าวในงานครั้งนี้ ฮอนด้า ฟิต ใหม่ (All-new Fit) เปิดตัวครั้งแรกในโลกฮอนด้า ฟิต เจเนอเรชันที่ 4 มาพร้อมพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถพับและปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มาพร้อมระบบมอเตอร์ไฮบริด 2 ตัว ขนาดกะทัดรัด แต่ให้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยฮอนด้า ฟิต ใหม่ จะเป็นรถยนต์รุ่นที่แนะนำเข้าสู่ตลาดภายใต้กลุ่ม e:HEV เป็นชื่อที่ใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับระบบไฮบริดที่มาพร้อมมอเตอร์ 2 ตัว ซึ่งจะเป็นแกนหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและระบบไฮบริดใหม่สำหรับยนตรกรรมของฮอนด้าที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ฮอนด้า ฟิต ที่เปิดตัวในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 รุ่น 5 สไตล์ให้เลือก ได้แก่ HOME, CROSSTAR, LUXE, NESS และ BASIC ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Honda CONNECT และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจริยะ Honda SENSING โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในตลาดประเทศญี่ปุ่น เดือนกุมภาพันธ์ 2563 นอกจากนี้ ยังจัดแสดงยนตรกรรมอีกหลายรุ่น อาทิ ฮอนด้า ฟรีด รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา

Go To Lead


'แนะ'พืชทางเลือกภาคใต้ตอนบน แทนปลูกยาง
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning by Agri - Map) พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) มีจำนวน 7.14 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกยางพารา 5.95 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,850 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกยางพารา มีจำนวน 1.19 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,683 บาท/ไร่ หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่ สละ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และหมาก โดย สละ เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 22,214 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 30 ปี) ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,901 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 91,720 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่มีพ่อค้ารายย่อยมารับซื้อที่สวน และสามารถจัดการให้เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน
ทุเรียน เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 21,719 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,080 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 48,446 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 นิยมขายผลผลิตแบบเหมาสวนให้พ่อค้ารวบรวมส่งออก ซึ่งมีแหล่งรวบรวมหลักของภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 5,522 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,410 กก./ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี รอบตัดเก็บผลผลิตประมาณ 20-30 วัน/ครั้ง เกษตรกรขายได้ราคา 20-25 บาท/ผล ผลตอบแทนสุทธิ 28,686 บาท/ไร่/ปี แหล่งจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายต่อในชุมชนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปทำวุ้นมะพร้าวอ่อน หมาก เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 7,639 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 - 5 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 458 กก./ไร่ เกษตรกรขายหมากแห้งได้ราคา 40 - 45 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 27,013 บาท/ไร่/ปี ซึ่งตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี และมีจุดรับซื้อในท้องถิ่นตามฤดูกาล

Go To Lead

  --  
iClickNews.com