Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

เรสเทียร์ บุกตลาดจีน เปิด'ชม'พระเมรุมาศเริ่ม 2 พ.ย.
ชี้ตลาดคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้าบูม จี้'ออมสิน-ธ.ก.ส.' แก้ไขหนี้นอกระบบ
กรุงเทพประกันชีวิต ร่วมทำดีถวายพ่อ มอบน้ำดื่ม 120,000 ขวด ปลากระป๋องแบรนด์ “ไฮเชฟ” ยอดขายวูบ
ค้าชายแดนพุ่ง กว่า8แสนล้าน TOT ปรับโมเดลรุกธุรกิจไอพีโฟน
ททท. 'หนุน' เที่ยวเชิงเกษตร จันทบุรี ปตท.เปิดศูนย์บริหาร NGV
'หนุน' เกษตรกรรุ่นใหม่

เรสเทียร์ บุกตลาดจีน
นายธีระทัศน์ รังสิวรโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เทรเชอร์โปรดักส์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นอนยางพาราคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “เรสเทียร์ (Restier)” เปิดเผยว่า หลังจากที่แบรนด์สินค้าที่นอนของเรสเทียร์ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดต่างประเทศ ทำให้บริษัทมีความสนใจที่จะกลับมาขยายตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัว เนื่องจากตลาดลักชัวรี่ของไทยโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มโมเดิร์น ลีฟวิ่ง มีการเติบโตสูงขึ้นมาก โดยเรสเทียร์ตั้งเป้าหมายเพื่อขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับลักชัวรี่ในเอเชียภายในระยะเวลา 3 ปี
นายพาสิษฐ์ รุ่งอรุณเรืองศรี ผู้จัดการด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้เตรียมงบการตลาดไว้จำนวน 100 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็นการทำตลาดในประเทศจีน 60 ล้านบาท และอีก 40 ล้านบาท จะทำตลาดในไทย สำหรับตลาดประเทศไทยจะมีการเปิดร้านแฟลกชิปสโตร์ของแบรนด์ 1 แห่ง ซึ่งขณะนี้กำลังมองหาทำเล ซึ่งเล็งๆ ไว้ต้องเป็นสถานที่ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้า ซึ่งก็คือ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ หรือไม่ก็สยามพารากอน ส่วนเป้าหมายยอดขายในปีนี้ มองไว้ที่ 50 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายผ่านหน้าร้านและพันธมิตร 40 ล้านบาท และอีก 10 ล้าน เป็นการขายผ่านออนไลน์.

Go To Lead


เปิด'ชม'พระเมรุมาศเริ่ม 2 พ.ย.
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ว่า รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ พร้อมทั้งจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย. โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการวันที่ 2 พ.ย. เวลา 07.00 น. จากนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมทันที ซึ่งจะเริ่มติดตั้งนิทรรศการภายในส่วนต่างๆ ของสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศวันที่ 28 ต.ค. ทั้งในส่วนพระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเข้าชม 3,000,000 คน เฉลี่ยวันละ 100,000 คน โดยแบ่งเป็นรอบ รอบละประมาณ 3,000-5,500 คน โดยแต่ละรอบมีเวลาชม 45 นาที ซึ่งผู้เข้าชมจะต้องแต่งกายสุภาพเช่นเดียวกับข้อปฏิบัติในการแต่งกายเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
รมว.วัฒนธรรมกล่าวว่า ได้สั่งการให้จัดพิมพ์แผ่นพับที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และโปสต์การ์ดที่ระลึกภาพพระเมรุมาศ 9 แบบ จำนวน อย่างละ 3,000,000 ฉบับ เพื่อแจกให้ผู้เข้าชมได้เก็บเป็นที่ระลึก ในส่วนแผ่นพับที่ระลึก นอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้ว สมาคมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนจัดทำแผ่นพับภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม ได้แก่ ภาษาเยอรมัน สเปน จีน เกาหลี และญี่ปุ่น พร้อมทั้งจะมีการแจ้งข้อปฏิบัติในการเข้าชมพระเมรุมาศให้กับชาวต่างชาติ คาดว่าจะมีชาวต่างชาติเข้าชมจำนวน 8,000 คนต่อวัน ขณะเดียวกันยังจัดทีมผู้ที่ได้จัดสร้างพระเมรุมาศร่วมเป็นอาสาสมัครบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับงานพระเมรุมาศในส่วนต่างๆ

Go To Lead


ชี้ตลาดคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้าบูม
นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างในอนาคตคาดว่าจะมีการขยายตัวมากขึ้นกว่าปัจจุบัน เพราะผู้ประกอบการยังคงต้องการที่ดินที่ราคาไม่สูงเกินไปเพื่อพัฒนาโครงการที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของคนไทย อีกทั้งยังต้องการทำเลที่มีการขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อโครงการจะได้เป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุน ส่งผลให้มีการพัฒนาโครงการใหม่ขยายตัวต่อเนื่อง ในอนาคตยังมีเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะเริ่มการก่อสร้างอีก 3 เส้นทางใหม่ คือ สายสีส้ม สีมชมพู และสีเหลือง ถึงแม้ว่าบางสายจะเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา แต่ก็คาดว่าพื้นที่ตามแนวเส้นทางจะเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการมากขึ้นแน่นอนในอนาคต ส่วนพื้นที่เมืองชั้นในอาจจะเหลือแต่โครงการที่มีราคาขายมากกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตรหรือมากกว่านี้ รวมไปถึงอาจจะมีโครงการที่เป็นสัญญาเช่าระยะยาวเปิดขายมากขึ้นในอนาคตก็เป็นได้ เมื่อราคาที่ดินสูงเกินกว่าจะซื้อมาพัฒนาโครงการให้เหมาะกับกำลังซื้อของคนไทย
สำหรับราคาที่ดินในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน เชื่อว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองชั้นในที่ราคาที่ดินไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อตารางวา ส่วนที่ดินในทำเลที่อยู่รอบๆ เมืองชั้นในราคาอาจจะต่ำกว่า แต่ก็มีผลต่อการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินในราคาสูงไปจำเป็นต้องพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคามากกว่า 180,000 บาทต่อตารางเมตร หรือยูนิตละ 5 ล้านบาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างมีการปรับราคาขึ้นกันที่ประมาณ 8-15% ต่อปี.

Go To Lead


จี้'ออมสิน-ธ.ก.ส.' แก้ไขหนี้นอกระบบ
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ปลัดกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญหลายเรื่อง เช่น ให้ สศค.เร่งติดตามขับเคลื่อนการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและเป็นหนี้นอกระบบถึง 1.3 ล้านราย เป็นมูลหนี้ 7 หมื่นล้านบาท ให้มีการแก้ไขให้ไวขึ้น เพื่อที่จะทำให้เกิดการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่ม สศค.จะหารือกับธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ว่าจะทำอย่างไรให้การแก้หนี้นอกระบบรวดเร็วขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้หนี้นอกระบบไม่มีในประเทศภายในปีนี้ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ที่ผ่านมาธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท หรือธนาคารละ 5 พันล้านบาทไปแล้ว โดยในส่วนของ ธ.ก.ส. มีการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงเงินกู้ในระบบไปแล้ว 4.65 พันล้านบาท และเตรียมเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อขยายวงเงินดำเนินการเพิ่มเติม
ธนาคารออมสิน พบว่า มีผู้มาลงทะเบียนกับธนาคารแล้วกว่า 1.51 แสนราย โดยได้พิจารณารายละเอียดแล้ว 8.4 หมื่นราย และได้รับการอนุมัติเงินกู้ 5 หมื่นราย คิดเป็นวงเงิน 2 พันล้านบาท โดยส่วนที่เหลือคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในปีนี้ และคาดว่าจะอนุมัติเงินกู้ได้ 4.2 พันล้านบาท

Go To Lead


กรุงเทพประกันชีวิต ร่วมทำดีถวายพ่อ มอบน้ำดื่ม 120,000 ขวด
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระผู้ทรงสถิตอยู่ในดวงใจพสกนิกรชาวไทย โดยกรุงเทพประกันชีวิตนำน้ำดื่มกว่า 120,000 ขวด และผ้าเย็นกว่า 35,000 ผืน เพื่อบริการประชาชน ณ จุดถวายดอกไม้จันทน์ทั่วกรุงเทพ พร้อมกันนี้บริษัทฯ จัดทำหนังสืออันทรงคุณค่า “9 คำพ่อสอน” จำนวน 20,000 เล่ม เพื่อมอบให้กับประชาชนที่มาเข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ณ สถานที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันจัดน้ำดื่มและผ้าเย็น เพื่อแจกจ่ายอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้าร่วมงานในพื้นที่ต่างๆ ที่สำนักปลัดกรุงเทพมหานครได้จัดสร้างขึ้นเป็นพระเมรุมาศจำลอง ได้แก่ จุดถวายดอกไม้จันทน์ 4 จุดหลัก ณ ท้องสนามหลวง รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร อาทิ สวนรมณีนาถ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารวัดรัชฎาธิษฐานราชวรวิหาร วัดพระราม 9 วัดพระศรีมหาธาตุ วัดเสมียนนารี พระอารามหลวง วัดพรมหวงศาราม เป็นต้น
พร้อมยังจัดทำหนังสืออันทรงคุณค่าที่รวบรวม 9 คำพ่อสอน ซึ่งเป็นเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทุ่มเทพระกำลังทุกด้านบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 70 ปี นับตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เพื่อเป็นแนวน้อมนำ 9 คำพ่อสอนมาเผยแพร่ โดยสร้างสรรค์เป็นหนังสือประกอบภาพงดงามตามจิตนาการสำหรับพสกนิกรทั้งประเทศในการน้อมนำคำพ่อสอนไปปฏิบัติ ให้กับประชาชนที่เข้าถวายดอกไม้จันทน์ คณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความอาลัยน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย พร้อมขอน้อมนำคำพ่อสอนมาปฏิบัติทั้งในรูปแบบการบริหารงาน การดำเนินงานต่างๆ เพื่อมุ่งพัฒนาองค์กร และประเทศชาติอย่างยั่งยืน

Go To Lead


ปลากระป๋องแบรนด์ “ไฮเชฟ” ยอดขายวูบ
นายอภิชัย เตชะนิธิสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนุสรณ์มหาชัยซูริมิ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลแช่แข็ง และปลากระป๋อง “ไฮเชฟ” เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินธุรกิจช่วง 9 เดือนแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องแบรนด์ไฮเชฟ มีอัตราการเติบโตลดลงไปเกือบ 40% นับว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี เมื่อสักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาเคยเติบโตสูงสุด 30-40% และไม่เคยติดลบมาก่อน ซึ่งมีผลกระทบทั้งจากตลาดภายในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะเมียนมาอย่างเดียวลดลงไป 30-40% ส่วนตลาดเมืองไทยเนื่องจากกำลังซื้อไม่ค่อยดีตกลงไป 20%สำหรับแนวทางเพื่อสร้างการเติบโตทดแทนยอดขายที่หายไปนั้น บริษัทกำลังเร่งดำเนินงานหาตลาดต่างประเทศอื่นเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะทางแถบตะวันออกกลาง จากเดิมที่มีอยู่ในเมียนมา, สปป.ลาว, กัมพูชา และกาตาร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมขยายไปยังบาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย
ส่วนตลาดภายในไทย พยายามจะเจาะตลาดโรงงานมากขึ้น โดยเน้นรับจ้างผลิตหรือโออีเอ็ม เพราะก่อนหน้าบริษัทได้ลงทุนระบบออโตเมชั่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตลาดเงียบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังไม่ผลิตสินค้า ปัจจุบันโออีเอ็มอยู่ที่ประมาณ 20% อยากจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว

Go To Lead


ค้าชายแดนพุ่ง กว่า8แสนล้าน
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 9 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าสูงถึง 800,519 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 489,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.67% และการนำเข้ามูลค่า 311,241 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.59% เกินดุลการค้ามูลค่า 178,036 ล้านบาท โดยคาดว่าแนวโน้มการค้าชายแดนปีนี้จะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง ตามการส่งออกภาพรวมที่ 9 เดือนขยายตัวได้สูงถึง 9.3% การค้าชายแดนแยกเป็นรายประเทศ พบว่า เป็นการค้ากับมาเลเซียสูงสุด มูลค่า 420,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.34% เป็นการส่งออกมูลค่า 237,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.08% นำเข้ามูลค่า 183,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05% สปป.ลาว มูลค่า 150,322.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.47% เป็นการส่งออก 95,645 ล้านบาท ลดลง 4.69% นำเข้า 54,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.39%, เมียนมา มูลค่า 136,984.77 ล้านบาท ลดลง 2.75% เป็นการส่งออก 82,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.39% นำเข้า 54,488 ล้านบาท ลดลง 8.42% และกัมพูชา มูลค่า 92,678.14 ล้านบาท ลดลง 0.07% เป็นการส่งออก 73,866 ล้านบาท ลดลง 3.11% นำเข้า 18,811 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14%
จากการวิเคราะห์เป็นรายสินค้า พบว่า สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางพารา น้ำมันเชื้อเพลิง และผ้าผืน ซึ่งมีสัดส่วน 42.62% ของมูลค่าการส่งออกทางการค้าชายแดน ยังคงส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นสินค้าปัจจัยการผลิตที่ประเทศเพื่อนบ้านนำไปใช้ผลิตเป็นสินค้าส่งออกต่อไปยังสหรัฐ และสหภาพยุโรป ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสัดส่วน 12.66% ของมูลค่าการส่งออกทางการค้าชายแดน พบว่า การค้ากับเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา มีบางส่วนได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็ง เพราะการค้าชายแดนชำระสินค้าด้วยเงินบาท ผู้ซื้อของประเทศดังกล่าว เมื่อนำไปจำหน่าย โดยใช้สกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศ จะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยแพงขึ้นบ้าง เมื่อเทียบกับสินค้าของคู่แข่ง แต่สินค้าไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพที่ดีกว่า ผู้บริโภคประเทศเพื่อนบ้านให้การยอมรับ จึงไม่มีปัญหาที่จะซื้อสินค้าไทย

Go To Lead


TOT ปรับโมเดลรุกธุรกิจไอพีโฟน
สัญญาสัมปทาน 25 ปี ของโทรศัพท์ในเขตนครหลวง หรือโทรศัพท์บ้าน ที่ทำร่วมกันระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กับ บมจ.ทีโอที (TOT) ในรูปแบบ BTO นั้น จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ต.ค.2560 นี้ ซึ่งเป็นสัญญาที่กลุ่ม TRUE นำไปใช้จำนวน 2.6 ล้านเลขหมาย แต่มีการใช้งานจริงในปัจจุบันเพียง 900,000 เลขหมายเท่านั้น โดย TRUE ต้องส่งมอบอุปกรณ์ในระบบที่ติดตั้งแล้วเสร็จ รวมถึงที่ดินและอาคารที่ได้จัดหาและติดตั้งโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของ TOT ทันที ทั้งนี้ ตลอดอายุสัญญาดังกล่าวได้สร้างมูลค่ารวมประมาณ 239,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าของ TOT จำนวน 41,000 ล้านบาท และของ TRUE จำนวน 198,000 ล้านบาท เมื่อนำจำนวนเลขหมายที่ยังมีการใช้งานอยู่ของทรูและของบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด ที่มีจำนวน 350,000 เลขหมายคืนมา รวมกับที่ TOT มีอยู่เดิม 2.3 ล้านเลขหมาย จะทำให้ TOT มีลูกค้าที่ต้องดูแลจำนวน 3.55 ล้านเลขหมาย โดย TOT มองว่าในอนาคตจะเปลี่ยนผ่านเลขหมายเหล่านี้เพื่อทำบริการไอพีโฟน (Internet Protocal Phone) ซึ่งจะทยอยเปลี่ยนสายทองแดง หรือเอดีเอสแอล (ADSL) ของบรอดแบนด์ มาเป็นสายใยแก้วนำแสง หรือไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ทั้งหมด และจะเร่งดำเนินการตั้งแต่ปี 2561-2564 ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่สายทองแดงจะเสื่อมสภาพในปี 2568 โดย TOT มองว่าธุรกิจบรอดแบนด์และฟิกซ์ไลน์ ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ค่อนข้างดีอยู่ที่ 60% ของรายได้รวม ดังนั้นการทำธุรกิจกลุ่มนี้จึงยังน่าสนใจในอนาคต
สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการโทรศัพท์บ้านของ TRUE ก็ยังคงสามารถใช้บริการได้ตามปกติ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการชำระค่าบริการ จากเดิมที่ต้องชำระผ่านศูนย์บริการของ TRUE มาเป็นศูนย์บริการของ TOT หรือผ่านช่องทางตัวแทนให้บริการต่างๆ อาทิ ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 14 ธนาคาร, ผ่าน Telephone Bank หรือผ่าน Call Center.

Go To Lead


ททท. 'หนุน' เที่ยวเชิงเกษตร จันทบุรี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้จัดกิจกรรม Village Tourism 4.0 ภายใต้โครงการ Village to the World 4.0 สร้างสรรค์กิจกรรมและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างความเจริญและยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชนบทให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทาง ททท. ช่วยส่งเสริมและให้ความรู้ทั้งด้านการจัดการการท่องเที่ยว และด้านเทคโนโลยีการสื่อสารแก่ชุมชน เพื่อเพิ่มช่องทางทางการตลาดมากขึ้น ด้วยทีมอาจารย์มากความสามารถ ช่วยกันค้นหาอัตลักษณ์ และปรับให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวตามคอนเซ็ปต์ของแต่ละชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเที่ยวได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง
โดยยกชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร รักษ์เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบ ในคอนเซปต์ Gastro Paradiso ที่มีความโดดเด่นในเรื่องผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นราชาผลไม้อย่างทุเรียน ราชินีผลไม้อย่างมังคุด และผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองจันทร์อย่าง เงาะ ลองกองและระกำ ซึ่งในชุมชนได้จัดเป็นทริปบุฟเฟต์ผลไม้เด็ดทานได้จากต้นเลยทีเดียว เมื่อเดินชมสวนผลไม้ไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับต้นทุเรียนที่มีอายุกว่า 138 ปี สูงใหญ่ตระหง่านอยู่กลางสวน ถือเป็นไฮไลท์เด็ดของทริปก็ว่าได้ หากนักท่องเที่ยวอยากอยู่ทัวร์ทริปผลไม้หลายๆวัน ที่ชุมชนก็มีโฮมสเตย์ของชาวบ้าน คอยเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่อยากลองใช้วิถีชีวิตแบบชาวสวน เรียนรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์ สามารถปั่นจักรยานชมบรรยากาศรอบชุมชนที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้ได้อีกด้วย

Go To Lead


ปตท.เปิดศูนย์บริหาร NGV
นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้เปิดศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวีช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอซ่อมบำรุงอุปกรณ์ เพื่อบริหารแผนการจัดส่งเอ็นจีวีให้กับสถานีบริการ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างในช่วงที่ บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ทีทีเอ็ม ดำเนินการซ่อมบำรุงวาล์วบนแท่นผลิตก๊าซ เจดีเอ เอ-18 ระหว่างวันที่ 28 ต.ค. – 3 พ.ย. 2560 รวม 7 วัน
สำหรับการบริหารจัดการเอ็นจีวี ปตท. จัดส่งจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรี และสำรองเอ็นจีวีล่วงหน้า ที่สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จ.สงขลา เพื่อจัดส่งให้สถานีบริการในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รวมปริมาณเอ็นจีวี 84 ตันต่อวัน หรือคิดเป็น 70% ของปริมาณการใช้เอ็นจีวีในช่วงปกติ อย่างไรก็ตาม ปตท.มีความจำเป็นต้องปิดสถานีบริการเอ็นจีวีชั่วคราว จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย สถานีบริการเอ็นจีวี ปตท. ทักษิณออยล์ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี สถานีบริการเอ็นจีวี ปตท.สงขลา อ.หาดใหญ่ และ สถานีบริการเอ็นจีวี ปตท.จะนะ (สถานีฯแนวท่อ) อ.จะนะ

Go To Lead


'หนุน' เกษตรกรรุ่นใหม่
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ศึกษาถึงตัวชี้วัดความผาสุกของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และข้อมูลพื้นฐานโครงการว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 13 อำเภอ 77 ตำบล 665 หมู่บ้าน 179,476 ครัวเรือน ประชากร 531,524 คน ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดความเสื่อมโทรม ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเกิดปัญหาระบบนิเวศเสียสมดุล ราษฎรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม และโยกย้ายถิ่นฐานออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่ ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงมีพระราชดำริอย่างต่อเนื่องถึง 13 ครั้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการดำเนิน “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.2753 ล้านไร่ ขึ้นในปี 2535 และแล้วเสร็จในปี 2547 โดยยึดแนวพระราชดำริ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีสองแผนงานหลัก คือ แผนบริหารจัดการและฟื้นฟูนิเวศลุ่มน้ำปากพนัง และแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ โดยโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีเป้าหมายให้ราษฎรในพื้นที่อยู่ดีกินดี มีความสุข ตามพระราชประสงค์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการ สนองพระราชดำริครอบคลุมทุกด้านมาอย่างต่อเนื่อง ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาโดยลำดับ ระบบนิเวศต่างๆ ปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่โดยมีนิเวศแหล่งน้ำเป็นหัวใจหลัก ราษฎรที่อพยพโยกย้ายถิ่นฐานออกไปหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่กลับสู่ถิ่นฐานมาประกอบอาชีพในพื้นที่ มีความอยู่ดีกินดีขึ้นโดยลำดับจากการพัฒนาพื้นที่ในโครงการ
สำหรับแผนการพัฒนาล่าสุด คือ แผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2560-2564 มีวิสัยทัศน์ คือ “พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมสมดุล ประชาชนมีความผาสุก ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตัวชี้วัดหลัก คือ ความผาสุกของเกษตรกรในพื้นที่ฯ สศท. 8 ได้จัดทำผลตัวชี้วัดด้านความผาสุกของเกษตรกรฯ ยึดตามวิธีการจัดทำดัชนีความผาสุกของประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางพัฒนาการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ โดยผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรวัดจากการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขอนามัย การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าในปี 2560 เกษตรกรในพื้นที่ฯ มีความผาสุกในระดับ 83.38 จัดอยู่ในระดับการพัฒนาดี แต่การพัฒนายังคงไม่สมดุล โดยการพัฒนาด้านสังคม และด้านสุขอนามัย อยู่ในระดับดีมาก ด้านการศึกษา และด้านเศรษฐกิจ อยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตาม ทางด้านสิ่งแวดล้อม (สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ต่อพื้นที่ทั้งหมดของโครงการฯ) ยังอยู่ในระดับต้องปรับแก้ไข โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการขยายพื้นที่เพื่อปลูกปาล์ม และยางพารา เพื่อการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ควรสนับสนุนการฟื้นฟูและปลูกป่าเพิ่ม เพื่อสร้างความสมดุลในระบบนิเวศให้มากขึ้น และการจัดที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ ส่งเสริมการพัฒนาปรับปรุง/ฟื้นฟูทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรมให้มากขึ้น โดยสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนหรือเกษตรกรรุ่นใหม่และแรงงานที่มีคุณภาพ เข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม เพิ่มมาตรการจูงใจให้ยุวเกษตรกร สานต่ออาชีพเกษตรกรรมต่อไป

Go To Lead

  --  
iClickNews.com