Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

เปิด 'บริการ'โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ตลาด 'บ้านพักตากอากาศ 'นักลงทุนฮิต
TMB-มิตรผล 'หนุน' อุตฯเกษตร ยั่งยืน ตอบโต้ 'ทุ่ม' ตลาดสินค้าต่างประเทศ
Brother Beat Cancer Run 2019 ทีเส็บ 'ชู' 4Ms'บุก'ตลาดไมซ์โลก
ฮอนด้าเปิดตัว “นิว สกู๊ปปี้ ไอ” สับปะรดราคาพุ่ง 'แนะ'เกษตรกรวางแผนก่อนปลูก

เปิด 'บริการ'โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นประธานในพิธีเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงเตาปูน – ท่าพระ เป็นโครงการรถไฟฟ้าที่ก่อสร้างเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ไปฝั่งธนบุรี เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงเวลายิ่งขึ้น โดยมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 27 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงหัวลำโพง – บางแค เชื่อมจากสถานีหัวลำโพงไปยังสถานีหลักสอง สิ้นสุดที่ถนนกาญจนาภิเษก ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร มีโครงสร้างทางวิ่งแบบยกระดับและแบบใต้ดิน มีจำนวน 11 สถานี และเส้นทางระหว่างสถานีสนามไชยและสถานีอิสรภาพ ซึ่งจะลอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร และอยู่ใต้ระดับท้องแม่น้ำประมาณ 10 เมตร สำหรับช่วงเตาปูน – ท่าพระ เชื่อมต่อจากรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรมที่สถานีเตาปูน ไปยังสถานีท่าพระ ซึ่งจะสิ้นสุดที่บริเวณแยกท่าพระ ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างทางวิ่งยกระดับตลอดสาย มีจำนวนสถานี 8 สถานี
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค มีแนวเส้นทางผ่านสถานีสำคัญในใจกลางกรุงเทพมหานครและฝั่งธนบุรี มีการออกแบบก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฯ ให้มีความกลมกลืนกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาและสัญลักษณ์เชิงพื้นที่ เช่น สถานีวัดมังกรมีการออกแบบสถาปัตยกรรมจีนมาผสมผสานกับรูปแบบยุโรป หรือเรียกว่าสไตล์ชิโนโปรตุกิส สอดคล้องกับวิถีชีวิต วิถีการค้าชาวจีน สภาพแวดล้อมโดยรอบ

Go To Lead


ตลาด 'บ้านพักตากอากาศ 'นักลงทุนฮิต
ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ พบว่า ตลาดบ้านพักตากอากาศเริ่มกลับมาได้รับความนิยมจากนักลงทุนอีกครั้ง โครงการบ้านพักตากอากาศชั้นนำหลายแห่งมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการโครงการระดับคุณภาพที่สะสมมานานอย่างต่อเนื่อง ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมในย่านใจกลางกรุงเทพมหานครเป็นหลัก ซึ่งแผนกวิจัยซีบีอาร์อีพบว่ามีคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ราว 30,000 ยูนิตในระยะสามปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2561 ความท้าทายสำหรับตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมคือต้นทุนที่ดินและราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซีบีอาร์อีพบว่าในตลาดที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ ผู้ซื้อในช่วงหลังเป็นคนไทยกว่า 70% ที่เน้นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงหรือเพื่อการลงทุนในระยะยาว มากกว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น ขณะที่ตลาดที่พักอาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทจะมีสัดส่วนผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติสูงถึงกว่า 40% จากการที่ผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ทำให้การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัดโดยเฉพาะตลาดไฮเอนด์มีสัดส่วนที่ลดลง ทั้งในพัทยา หัวหิน เชียงใหม่ เขาใหญ่ และภูเก็ต จึงทำให้เกิดการสะสมของอุปทานซึ่งตลาดมีความต้องการที่พักอาศัยเพื่อการพักผ่อนแต่ไม่มีโครงการใหม่เปิดตัวมากเท่าที่ควร
ล่าสุดซีบีอาร์อีพบว่าในปี 2562 นี้ มีผู้ซื้อที่กำลังมองหาบ้านพักตากอากาศในแหล่งพักผ่อนตากอากาศชั้นนำพร้อมที่จะตัดสินใจซื้อเพื่อใช้พักอาศัยเองหรือลงทุนในระยะยาว “ถึงแม้ว่าจะมีราคาขายที่สูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนแต่หากพบว่าเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลชั้นดีที่หาได้ยาก อาทิเช่น มีทำเลติดชายหาดหรือเห็นวิวทะเล หรือเป็นโครงการที่มีแบรนด์โรงแรมชั้นนำมาบริหารจัดการอาคาร หรือมีการรับประกันผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าที่น่าสนใจให้แก่นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่และซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ในแหล่งพักผ่อนตากอากาศชั้นนำที่เปิดขายในปีนี้ จะพบว่าต่างได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อ เช่น โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท คลับเมด กระบี่ และ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท เชอราตัน ภูเก็ต แกรนด์ เบย์ ซึ่งมีราคาต่อตารางเมตรเฉลี่ย 185,000 บาทต่อตารางเมตร และ 230,000 บาท ต่อ ตารางเมตร ตามลำดับ สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 300 ล้านบาทในช่วงระยะเวลาเพียง 3 วันที่เปิดขายในกรุงเทพฯ และมียอดขายแล้วกว่า 85% และ 65% ตามลำดับ” นางสาวประกายเพชร มีชูสาร ผู้อำนวยการแผนกซื้อขายบ้านพักตากอากาศ ซีบีอาร์อี ประเทศไทยกล่าว

Go To Lead


TMB-มิตรผล 'หนุน' อุตฯเกษตร ยั่งยืน
นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ทีเอ็มบี ให้ความสำคัญในการสร้างการเติบโตให้ลูกค้าธุรกิจของทีเอ็มบีและเครือข่ายคู่ค้าของลูกค้าธุรกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับทางมิตรผลที่มุ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตของเครือข่ายคู่ค้าทางธุรกิจหรือเกษตรกรให้เติบโตไปด้วยกัน ทีเอ็มบี จึงร่วมทำงานกับมิตรผลเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของมิตรผล เกษตรกร และพันธมิตร ด้วยการร่วมลงพื้นที่ทำงานกับทีมงานที่ดูแลเกษตรกรไร่อ้อยอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจถึงทุกขั้นตอนการทำงานระหว่างมิตรผลและเกษตรกร จนสามารถคิดค้น ต่อยอด สร้างสรรค์โซลูชันที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ด้วยซัพพลายเชน ไฟแนนซิ่ง โซลูชั่น (Supply Chain Financing Solution) แบบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-End)
จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พบว่าเกษตรกรยังขาดแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูก หรือต่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ก็มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทำให้มิตรผลต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อสนับสนุนในด้านเงินทุนต่อเกษตรกร วันนี้ ทีเอ็มบี จึงมีโอกาสเข้ามาให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับมิตรผลในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยเรื่องเงินทุนแบบครบวงจร รวมถึงมีการใช้เครื่องมือดิจิทัลเข้าไปยกระดับกระบวนการทำงานที่เป็นอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

Go To Lead


ตลาด 'Health Tech' บูม!
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันในทุกมิติ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่มาแรงไม่แพ้เทคโนโลยีอื่นๆ คือ “Health Tech” ที่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพของการให้บริการด้านการแพทย์และบริการสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ Database ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ข้อมูลการรักษา ตลอดจน Wearable device ที่ช่วยบันทึกติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้สวมใส่ จึงจำเป็นที่จะต้องลงทุนในเทคโนโลยี และขอย้ำว่าธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยี ขณะนี้ Robotics และ Artificial Intelligence หรือ AI มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะสามารถประยุกต์ใช้งานในธุรกิจประกันภัยเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานได้หลายๆ ส่วนใน Value Chain ตั้งแต่ Underwriting ไปจนถึง Claim Settlement อาทิ การเปลี่ยนแนวคิดการบริการจาก Services-through-labor เป็น Services-through-Software ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของคน โดยเฉพาะขั้นตอนที่สามารถดำเนินการได้โดยอัตโนมัติ เช่น การส่งเอกสาร การรับเรื่องเคลม และการจ่ายสินไหม ซึ่งบุคลากรที่ทำหน้าที่อยู่เดิมจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบเพื่อให้กิจกรรมดำเนินต่อไปได้ราบรื่นยิ่งขึ้น อีกทั้ง Robotics และ AI ยังส่งเสริมแนวคิดการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากข้อมูลของลูกค้าจะถูกนำมาวิเคราะห์ก่อนนำไปพิจารณาเงื่อนไขที่ตรงความต้องการ เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึง Big Data และ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณารับประกันและคำนวณเบี้ยประกัน ด้วยการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า และคัดกรองข้อมูลที่จำเป็นประกอบคำนวณค่าเบี้ยประกันและพิจารณารับประกันภัย นอกจากนี้ AI ยังช่วยสร้าง Customer Experience ที่ดี

Go To Lead


ตอบโต้ 'ทุ่ม' ตลาดสินค้าต่างประเทศ
นายพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2562 ที่มีกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพ จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะมีการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าเหล็กสูงกว่า 39 % คาดว่าส่งผลกระทบโดยรวมต่อผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ใช้หลังคาเหล็กไทยเป็นวัตถุดิบ ประมาณ 1,500 ราย ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และแรงงานในระบบกว่า 100,000 คน ล่าสุดต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ทางสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สภาเอสเอ็มอี) และภาคีเครือข่ายสภาเอสเอ็มอีที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวน 5 สมาคม ได้ยื่นหนังสือต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอให้พิจารณาช่วยเหลือ โดยนายสุริยะตอบรับให้เข้าพบแล้วต้นเดือนต.ค.นี้ ส่วนนายจุรินทร์ยังอยู่ระหว่างประสาน ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาเคยพยายามคัดค้านกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แต่ไร้ผลเพราะกลุ่มที่ต้องการให้มีกฎหมายคือกลุ่มบริษัทเหล็กขนาดใหญ่
ผลกระทบจากกฎหมายนี้ค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้นอย่างน้อย 39% ตามที่กำแพงภาษีนำเข้า เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตหลังคาเหล็กไทย ผลิตเพียง 2 บริษัท มีกำลังการผลิตรวมกันไม่เกินปีละ 335,000 ตันต่อปี ขณะที่การบริโภคอยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี ที่เหลือ 600,000-700,000 ตันต่อปีต้องนำเข้า จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อนำเข้าต้นทุนสูงขึ้น ผู้บริโภคก็ต้องได้รับผลกระทบตาม โดยคาดว่าภายใน 3 เดือนหลังกฎหมายบังคับใช้ ราคาหลังคาเหล็กจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ข้อเสนอที่ต้องการให้ภาครัฐดำเนิน มี 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ต้องการให้ภาครัฐยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวกับอุตสาหกรรมการผลิตหลังคาเหล็กไทย และให้กำหนดเพิ่มเติมด้านมาตรฐานเหล็กที่ใช้ผลิตหลังคา โดยอ้างอิงมาตรฐานสากลของสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นแทน เพื่อใช้เป็นมาตรการกีดกันสินค้าด้อยคุณภาพแทนกำแพงภาษี 2.ให้กรมการค้าภายในควบคุมราคาผู้ผลิตภายในประเทศที่ปัจจุบันมีเพียง 2 บริษัท เพราะกังวลว่าเมื่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ใช้หลังคาเหล็กไทยเป็นวัตถุดิบ 1,500 รายเปลี่ยนมาซื้อจากผู้ผลิต 2 รายแทนการนำเข้าอาจมีการปรับขึ้นราคาได้ 3.ตรวจสอบควบคุมการนำเข้าของผู้ผลิตภายในประเทศทั้ง 2 ราย โดยเฉพาะบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นและ/หรือบริษัทที่ลงทุนโดยต่างชาติ เพราะอาจนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ไม่อยู่ในลิสต์ตั้งกำแพงภาษี อาทิ มาเลเซีย เพราะปัจจุบันประเทศที่ถูกตั้งกำแพงภาษี ประกอบด้วย จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และเวียดนาม และ4.ถ้าหากเกิดปัญหาสินค้าไม่พอกับความต้องการของตลาด ภาครัฐจะต้องมีคำตอบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร หากการนำเข้าสินค้ามีปัญหาและมีอัตราภาษีที่สูงการออกกำแพงภาษี เพราะผู้แบกรับปัญหาจากมาตรการนี้คือประชาชน

Go To Lead


Brother Beat Cancer Run 2019
นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กิจกรรม Brother Beat Cancer Run 2019 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้าน CSR ของบริษัทฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษา ในโครงการของมูลนิธิรามาธิบดี กองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่โรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้นโยบายการดำเนินกิจกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินธุรกิจตามพันธสัญญาสากล (Global Charter) ของกลุ่มบริษัทบราเดอร์ ภายใต้โครงการ “Golden Ring” ของบราเดอร์สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมากิจกรรมดังกล่าว มีผู้สนใจและเข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน เพราะโรคมะเร็งคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งบราเดอร์ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับปัญหา จึงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา” นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กล่าว “ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Brother Beat Cancer Run 2019 นอกจากจะได้ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งแล้ว ยังได้สร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายของตนเองอีกด้วย จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่าน บราเดอร์ สามารถรวบรวมเงินบริจาคได้สูงถึง 5,478,187 บาท และได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในมูลนิธิรามาธิบดีกองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่ โรงพยาบาลรามาธิบดีไปได้แล้วกว่า 240 ราย Brother Beat Cancer Run 2019 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2562 เส้นทางสะพานพระราม 8 โดยการแข่งขันในครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย ระยะทาง 6 กิโลเมตร 12 กิโลเมตร และ 24 กิโลเมตร โดยมีค่าสมัครดังนี้ ระยะทาง 6 กิโลเมตร และ 12 กิโลเมตร ค่าสมัคร 600 บาทต่อท่าน ระยะทาง 24 กิโลเมตร ค่าสมัคร 800 บาทต่อท่าน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ที่ www.brotherbeatcancerrun.com ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับเสื้อที่ระลึก ถุงผ้า และเหรียญ ที่ระลึกเมื่อเข้าเส้นชัย ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-111-2201, 096-885-5609,086-389-5627 และ www.facebook.com/BrotherBeatCancerRun

Go To Lead


ทีเส็บ 'ชู' 4Ms'บุก'ตลาดไมซ์โลก
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า ปีหน้าองค์กรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับไมซ์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อให้เกิดการพัฒนาธุรกิจไมซ์อย่างยั่งยืน จากสถานการณ์โลกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล สงครามการค้า สภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย ภาวะเงินเฟ้อตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติ ล้วนส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจการเมืองและสังคมในระดับโลกขยายเป็นวงกว้าง การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ให้ไปต่อได้ตามเป้าหมายจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาความร่วมมือในทุกระดับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยต้นทุนต่ำที่สุดสามารถแข่งขันได้ และอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน กลยุทธ์หลักประกอบด้วยการส่งเสริมตลาดและการขายควบคู่ไปกับความร่วมมือกับพันธมิตรทางด้านการตลาด โดยการนำผู้ประกอบการไมซ์ไทยเจรจาธุรกิจในงานเทรดโชว์หลักด้านไมซ์ทั่วโลกในส่วนของการสร้างพันธมิตรในปีนี้จะเพิ่มการมีส่วนร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยเฉพาะในเมืองที่มีศักยภาพ มีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น เช่น การจัดกิจกรรม “An Afternoon with MI…”ร่วมกับพันธมิตรระดับผู้บริหารไมซ์ เช่น โรงแรม สถานที่จัดงาน เพื่อร่วมหารือแนวทางพัฒนาสินค้าบริการใหม่ รวมถึงกิจกรรมและสถานที่ใหม่รองรับกลุ่มนักเดินทาง การประชาสัมพันธ์การจัดงานในพื้นที่ตลอดจนจัดกิจกรรมทางการตลาดหรือแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกัน และความร่วมมือในการดึงการจัดงานใหม่เข้าสู่ประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริมตลาดประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล หรือ ตลาด Meetings &Incentives (MI)ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดหลักซึ่งเป็นกลุ่มนักเดินทางไมซ์จาก ASEAN+6 (จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี,ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) และสหรัฐอเมริกา โดยมียุโรปเป็นตลาดรอง และจะขยายไปยังตลาดใหม่ในประเทศแถบยุโรปตะวันออก
ทีเส็บจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขาย4 Msทั้งในรูปแบบการเพิ่มการสนับสนุนและการจัดแคมเปญร่วมกับพันธมิตรกระจายสู่แต่ละกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ แคมเปญสำหรับกลุ่มประชุมที่เดินทางไปยังเมืองที่มีศักยภาพในจังหวัดต่างๆ (Meet Now)กลุ่มการประชุมขนาดใหญ่ (Meet Mega) กลุ่มประชุมตามธุรกิจภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 (Meet Smart) และกลุ่มประชุมที่จัดงานหรือทำกิจกรรมเพื่อการจัดงานอย่างยั่งยืน (Meet sustainable 2020)โดยได้รับสิทธิพิเศษ อาทิ ช่องทางพิเศษ MICE Lane การแสดงทางวัฒนธรรม ของที่ระลึกและงบประมาณสนับสนุนตามเงื่อนไขมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 1ล้านบาท ทีเส็บกำหนดเป้าหมายปี 2563 จะมีนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยโดยรวม 1,386,000 คน ทำรายได้ 105,600 ล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณการว่าจะเป็นตลาดธุรกิจประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล 762,000 คน สร้างรายได้ 57,000 ล้านบาท

Go To Lead


ฮอนด้าเปิดตัว “นิว สกู๊ปปี้ ไอ”
นายชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่เราเปิดตัวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอสู่ท้องตลาดในปี 2009 รถรุ่นนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการรถจักรยานยนต์ไทยสู่ยุคของรถเกียร์อัตโนมัติ หรือ เอ.ที. อย่างเต็มตัว ฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอกลายเป็นรถที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในกลุ่มเอ.ที. และมียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 2 ล้านคัน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและความนิยมของรถรุ่นนี้ในหมู่วัยรุ่นอย่างไร้ข้อสงสัย ปีนี้ ภายใต้แบรนด์คอนเซปต์ What Stops You? ฮอนด้ามีความตั้งใจที่จะส่งมอบความสนุกใหม่แบบไร้ขีดจำกัดด้วยฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอโฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์สะดุดตาโดนใจวัยรุ่น ทั้งรุ่นล้อ 12 นิ้ว คลับทเวลฟ์ ที่มาพร้อมนิยามใหม่ของความเป็นโมเดิร์นคลาสสิก ในขณะที่รุ่นสแตนดาร์ด 14 นิ้ว แบบเพรสทีจ นำเสนอแก่นแท้ของความคลาสสิกแบบเรียบหรู และแบบเออร์เบิร์นทีม ที่มาพร้อมกับการผสมผสานสีสันอย่างลงตัว กราฟิกของทุกแบบได้รับการออกแบบให้แฝงไปด้วยความสนุกในขณะที่รูปทรงและเครื่องยนต์ก็มีความสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของวัยรุ่น”
นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร เริ่มจากรุ่นคลับทเวลฟ์ล้อ 12 นิ้ว ภายใต้คอนเซปต์ Remarkable-ME เท่ใหม่...โลกไม่ลืม กับกราฟิกใหม่ทันสมัยด้วยเทคนิคการใช้สีแบบพิเศษให้อารมณ์ 2 สี ในมุมที่ต่างกัน (Special Flip Flop Color) ทั้งสีดำ-ชมพู สีขาว-แดง สีเทา-แดง และสีน้ำเงิน-ฟ้า ตามด้วยรุ่นล้อ 14 นิ้ว ได้แก่รุ่นเพรสทีจ (Prestige) มากับคอนเซปต์ Shine Your Way เน้นความเรียบหรู ด้วยเส้นสายสีโรสโกลด์ บนตัวรถสีขาว แดง และดำ และรุ่นเออร์เบิร์นทีม (Urban Team) มาพร้อมคอนเซปต์ #โดนYOUNG สีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นกับ 2 สีใหม่ ชมพู-เทา และ ฟ้า-เทา พร้อมกันนี้ เพื่อถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เอ.พี.ฮอนด้า ยังได้เปิดตัวสองพรีเซนเตอร์ใหม่ประกอบด้วย “เดอะทอยส์” ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินสุดแนวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซนเตอร์รุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ คลับทเวลฟ์ และ “เจ้านาย” จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ดาวรุ่งมากความสามารถที่กำลังมาแรงในวงการบันเทิงเป็นพรีเซนเตอร์ในรุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ เออร์เบิร์นทีม โดยทั้งคู่ถือเป็นผู้นำทางความคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

Go To Lead


สับปะรดราคาพุ่ง 'แนะ'เกษตรกรวางแผนก่อนปลูก
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สับปะรดโรงงานปี 2562 (ข้อมูล ณ 11 สิงหาคม 2562) คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งประเทศ 480,680 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 14 ให้ผลผลิตรวม 1.68 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 28 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,455 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงร้อยละ 16 สาเหตุที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2561 เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น และบางส่วนปล่อยทิ้ง ไม่ดูแล รวมทั้งเกษตรกรรายใหม่ยกเลิกพื้นที่เช่าปลูกเพื่อคืนนายทุน กอปรกับประสบภาวะแล้ง แหล่งผลิตสับปะรดโรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 67 อยู่ที่ภาคกลาง รองลงมาคือ ภาคเหนือ ร้อยละ 21 โดยจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ คือ ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ระยอง เพชรบุรี พิษณุโลก ทั้งนี้ โดยปกติผลผลิตจะออกสู่ตลาดทั้งปี แต่จะกระจุกตัว 2 ช่วง คือช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน และช่วงเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม ซึ่งหากพิจารณาด้าน ราคา พบว่า ราคาเฉลี่ยเดือน มกราคม ถึง สิงหาคม 2562 กิโลกรัมละ 5.29 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน ของปีที่ผ่านมาร้อยละ79.32 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคา จะมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 แต่โรงงานแปรรูปยังคงต้องทำการผลิตตามภาวะตลาดโลกที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้ราคายังคงมีความผันผวนสูง

Go To Lead

  --  
iClickNews.com