Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

TOA รวมพลังเยาวชนจิตอาสา แต่งแต้มสีสันศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปทุมธานี “EXIM Index”
ทีเอ็มบีธนชาต กำไรสุทธิ 3,438 ล้าน ออมสินเผย รุก Social Mission Integration
ประกันชีวิต 'หนุน'อีเวนท์กรีน เจนเนอราลี่ รุกงาน “2022 AGENCY LEADERS MID-YEAR PLAN”
สมาคมประกันชีวิตไทย 'มอบทุน-รางวัลการศึกษา' ประจำปีการศึกษา 2564 คปภ. เร่งช่วยประกันภัยเครื่องยนต์เรือ
โครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 19 ”

TOA รวมพลังเยาวชนจิตอาสา แต่งแต้มสีสันศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปทุมธานี
นิภาพร จองจตุพร ผู้อำนวยการสายงานทรัพยากรมนุษย์ TOA เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของทีโอเอ ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการอย่างครบวงจรแบบ Total Solution ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในธุรกิจ เราจึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งมอบสิ่งดีๆ กลับคืนสู่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการผนึกกำลังจิตอาสาจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพลังจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เราให้ความสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้มาร่วมทำกิจกรรมกับชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีในการผู้ให้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนสังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ เปิดสอนระดับเตรียมอนุบาลให้กับเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2-4 ปี ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนจำนวน 58 คน ประกอบกับศูนย์ฯ แห่งนี้ก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี จึงทำให้สภาพห้องเรียนและภายนอกอาคาร เกิดการชำรุดทรุดโทรม สีเสื่อมสภาพหลุดล่อน ทำให้เด็กๆ เวลามาเรียนจะไม่อยากเรียน มีอาการร้องไห้อยากกลับบ้าน ดังนั้น ทีโอเอและมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย (Habitat) จึงเล็งเห็นว่าศูนย์ฯ แห่งนี้ ควรได้รับการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ได้กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมเป็นแหล่งการเรียนรู้ ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาได้อย่างสมวัย โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ทั้งจากคนในชุมชน ที่มาช่วยกันปรับปรุงสภาพโดยรอบของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้กับลูกๆ หลาน ๆ ของตนเอง รวมทั้งกลุ่มน้องๆ เยาวชนนักศึกษาที่มีจิตอาสา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ที่มาร่วมกันแชร์ไอเดีย สร้างสรรค์ภาพวาดบนผนังห้องเรียนเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ด้วยการแต่งแต้มสีสันที่สดใส โดยเราเลือกใช้สี “ซุปเปอร์ชิลด์ ดูราคลีน เอ พลัส” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสีทาภายในเพื่อสุขภาพ เช็ดล้างทำความสะอาดได้ ไร้แบคทีเรีย ไร้กลิ่น ทั้งยังสร้างอากาศบริสุทธิ์ ช่วยขจัดสารพิษอันตราย จึงถือเป็นสีที่ปลอดภัย เหมาะกับเด็กเล็กเป็นอย่างมาก
ด้าน น้องอะตอม - ชญานิศ มลิชัย ตัวแทนนักศึกษาจิตอาสา กล่าวว่า “ตนรู้สึกภูมิใจมากที่ได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพราะนอกจากได้แสดงความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังได้การทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คกับเพื่อนๆ ด้วย เพราะการทำกิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทาสีกำแพงห้องธรรมดาๆ แต่พวกเราพยายามคิดเป็นลวดลายรูปภาพต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างจินตนาการและการเรียนรู้ เพื่อให้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ได้ด้วย ทั้งยังทำให้เกิดการรู้จักแบ่งปัน การส่งมอบความสุขให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน” TOA พร้อมเดินหน้าแบ่งปัน ส่งมอบความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและเต็มกำลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

Go To Lead


“EXIM Index”
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ครึ่งหลังปี 2565 การส่งออกยังไปต่อได้ แต่อาจชะลอความเร็วลง จากที่ขยายตัว 12.9% ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2565 อย่างไรก็ตาม ส่งออกทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 6-7% ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้สินค้าแพง ต้นทุนธุรกิจและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ในการช่วยเหลือให้ผู้ส่งออกไทยรู้เท่าทันสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า EXIM BANK จึงริเริ่มจัดทำ “EXIM Index” นวัตกรรมด้านงานวิจัยธุรกิจที่แสดงผลเป็นดัชนีชี้วัดสภาวะส่งออกล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูล 25 ตัวชี้วัดใน 5 มิติ ประกอบด้วยอุปสงค์ (Demand) ทิศทางเศรษฐกิจในตลาดหลักและตลาดใหม่ การส่งออกของประเทศคู่ค้า อุปทาน (Supply) ดัชนีแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ราคา (Prices) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ราคาอาหารและสินค้าเกษตรโลก บรรยากาศตลาด (Sentiment) ดัชนีตลาดหุ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศคู่ค้า และธุรกรรมของ EXIM BANK ผลลัพธ์เป็น “ดัชนีชี้นำการส่งออกของไทย” ซึ่ง ณ ไตรมาส 2 ปี 2565 อยู่ที่ 100.63 ลดลงจาก 100.90 ในไตรมาสแรกปี 2565 สะท้อนว่าในระยะข้างหน้า การส่งออกไทยมีแนวโน้มชะลอตัว เป็นผลจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลง อาทิ สหรัฐอเมริกาและยุโรป ผู้บริโภคและนักลงทุนมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและภาวะเงินเฟ้อ ปัญหา Global Supply Chain ยังมีอยู่ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ส่งออก และธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มชะลอลง แม้จะยังขยายตัวได้
ครึ่งหลังปี 2565 ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวใน 2 มิติ ประการแรก ปรับตัวสู้ต้นทุนแพง ยกระดับสินค้าและกระบวนการผลิต เพื่อเข้าสู่ตลาดที่แข่งขันด้วยสินค้าที่มีนวัตกรรม ตอบโจทย์เทรนด์โลกและผู้บริโภคยุคใหม่ ได้แก่ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล และดูแลสุขภาพ (Green, Digital, Health : GDH) รวมถึงการปรับปรุงแนวทางการตลาดด้วยการโชว์เอกลักษณ์ของสินค้า ขายแบบซอฟต์พาวเวอร์ สร้างและสื่อสารแบรนด์อย่างน่าสนใจ ประการที่สอง บริหารความเสี่ยง กระจายตลาดหรือบุกตลาดใหม่ อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีประชากรกว่า 2,300 ล้านคน มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ผู้ส่งออกไทย รวมทั้งเข้าสู่ตลาดการค้าออนไลน์มากขึ้น โดยคาดว่ามูลค่า E-Commerce โลกจะเติบโตต่อเนื่องจาก 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 เป็น 7.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ก้าวกระโดดจาก 3.4 และ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และ 2563 ตามลำดับ และปิดความเสี่ยงรอบด้านให้มากที่สุด

Go To Lead


ทีเอ็มบีธนชาต กำไรสุทธิ 3,438 ล้านe
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เปิดเผยว่า ผลประกอบการที่ดีขึ้นนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานที่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งในส่วนของการเติบโตสินเชื่อ แนวโน้มด้านรายได้ การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และคุณภาพสินทรัพย์ จึงทำให้ธนาคารยังคงรักษาแนวโน้มหรือโมเมนตัมเชิงบวกของผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว
ไตรมาส 2/65 นี้ ด้านรายได้มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งด้านรายได้ดอกเบี้ยที่ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตสินเชื่อ และด้านรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้นจากค่าธรรมเนียมการขายประกันและค่าธรรมเนียมกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ซึ่งช่วยชดเชยในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวมที่ยังคงชะลอตัวจากภาวะตลาดเงินตลาดทุนที่มีความผันผวนมาตั้งแต่ต้นปี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนั้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายจากแผนลงทุนด้านดิจิทัล แต่เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการรวมกิจการด้านต้นทุน หรือ Cost Synergy จึงทำให้สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ตามแผน สะท้อนได้จากอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่อยู่ในกรอบเป้าหมายมาโดยตลอด ด้านค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ก็ลดลงเช่นกัน เป็นผลจากแรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ลดลงเมื่อเทียบกับหลายไตรมาสก่อนหน้า ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับธนาคารได้ตั้งสำรองฯ ล่วงหน้าไว้แล้วบางส่วนในปี 2564 และที่ผ่านมาก็ดำเนินการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ ควบคู่กับแก้ปัญหาหนี้เสียเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้คุณภาพพอร์ตสินเชื่ออยู่ในเกณฑ์ควบคุมและมีสัดส่วนหนี้เสียที่ต่ำกว่าระดับอุตสาหกรรม
สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และรอบ 6 เดือน ปี 2565 มีดังนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/65 สินเชื่อรวม อยู่ที่ 1,393 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 1.6% จากสิ้นปีที่แล้ว โดยธนาคารสามารถเติบโตสินเชื่อกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้ตามแผน นำโดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ตามลำดับ ขณะที่สินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจเติบโตเช่นกัน โดยมาจากกลุ่มลูกค้าบรรษัทธุรกิจเป็นหลัก ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,395 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/65 เพิ่มขึ้น 2.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 4.2% จากสิ้นปีที่แล้ว เป็นไปตามแผนการขยายเงินฝากเพื่อรองรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต นำโดยเงินฝากลูกค้ารายย่อย ทีทีบี อัพ แอนด์ อัพ ขณะที่เงินฝาก ทีทีบี ออลล์ฟรี และทีทีบี โนฟิกซ์ ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ช่วงที่ธนาคารขยายฐานเงินฝากในอัตราที่เร็วกว่าสินเชื่อ อาจส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยค่อนข้างเร่งตัวในระยะสั้น อย่างไรก็ดีจากรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับตัวดีขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อและกลยุทธ์การบริหารต้นทุนทางการเงิน จึงช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 2/65 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมปรับตัวดีขึ้นจากค่าธรรมเนียมการขายประกันที่เริ่มฟื้นตัวและค่าธรรมเนียมกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 15,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสที่แล้ว

Go To Lead


ออมสินเผย รุก Social Mission Integration
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารออมสินได้ปรับยุทธศาสตร์เป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” เมื่อปี 2563โดยได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนในการลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนฐานรากด้วยดอกเบี้ยที่เป็นธรรม และ “ยึดหลักนำกำไรจากการประกอบธุรกิจปกติ มาสนับสนุนภารกิจเชิงสังคม” ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเสริมความแข็งแกร่งของธนาคารด้วยในเวลาเดียวกัน ด้วยบทบาทและภารกิจเพื่อสังคมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดผลสำเร็จมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมในทุกมิติ และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมในวงกว้าง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้ดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการส่งต่อความช่วยเหลือให้ประชาชนและภาคธุรกิจ ผ่านมาตรการและโครงการต่าง ๆกว่า 45 โครงการ มีประชาชนได้รับประโยชน์และความช่วยเหลือแล้วจำนวนกว่า 13 ล้านรายโดยเป็นผู้ที่ได้รับสินเชื่อ 5.7 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตและเป็นการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เป็นครั้งแรกมากถึง 2.76 ล้านราย สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจแล้วเป็นเม็ดเงินกว่า 195,000 ล้านบาท รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือขาดรายได้ให้สามารถกลับมามีอาชีพ และสร้างรายได้ กว่า 100,000 ราย นอกจากนี้ ได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ NPLs อีกร่วม 4 ล้านราย โดยส่วนหนึ่งของโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 สินเชื่อเสริมพลังฐานราก สินเชื่อช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยว สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้มีรายได้ประจำ สินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ และอีกมากมาย รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้ โครงการผ่อนปรนภาระหนี้ไม่ให้เสียประวัติการเงิน ตลอดจนการฟื้นฟูและฝึกทักษะอาชีพเพื่อช่วยสร้างรายได้ เป็นต้น
ธนาคารยังประสบความสำเร็จในการริเริ่มโครงการใหม่ ที่ช่วยให้คนฐานรากและ SMEs ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ด้วยต้นทุนที่ถูกลงและเป็นธรรม ได้แก่ (1) การเข้าทำธุรกิจจำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงช่วยกดโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยของธุรกิจนี้ให้ลดต่ำลง จาก 28% ลงเหลือ 16 - 18% โดยอนุมัติสินเชื่อให้คนฐานรากแล้วกว่า 1 ล้านราย และ (2) การปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาจากที่ดินซึ่งเป็นหลักประกัน ในโครงการสินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน ทำให้สามารถอนุมัติสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงเวลายากลำบากแล้วเป็นวงเงินกว่า 21,000 ล้านบาท ตอกย้ำการขับเคลื่อนบทบาทธนาคารเพื่อสังคมที่ตั้งเป้าช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือและโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลมาจากการพัฒนายกระดับบริการ Mobile Banking ที่ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อผ่านแอป MyMo ได้มากถึง 1.6 ล้านราย และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำนวน 5.4 แสนราย ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 โดยที่ลูกค้าประชาชนไม่ต้องไปติดต่อที่สาขา

Go To Lead


ประกันชีวิต 'หนุน'อีเวนท์กรีน
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความแข็งแกร่ง มั่นคง และตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับพันธกิจในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่สังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่มุ่งมั่นถึงการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบด้าน ESG อย่างจริงจัง ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทย ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยทำให้สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลเกิดความเสียหายและมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งมีสัตว์หลายชนิด ที่ได้รับผลกระทบใกล้จะสูญพันธุ์ โดยเฉพาะเต่าทะเล ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนลดลงมาโดยตลอด และมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ในไม่ช้า จากหลากหลายปัจจัยทั้งโดยธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ กลายเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลว่าเต่าทะเลอาจสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเลไทย ถ้าไม่มีการอนุรักษ์อย่างจริงจัง
เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ “เมืองไทยอนุรักษ์ทะเลไทย” โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการเพื่ออนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำทะเล ซึ่งเป็นระบบอุปกรณ์หลักที่ใช้งานของศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ และสร้างโรงเพาะเลี้ยงสาหร่าย สำหรับใช้เป็นอาหารเต่าทะเล รวมทั้งบริจาคอุปกรณ์รหัสติดประจำตัวเต่าทะเล (Microchip Number) ให้แก่โรงพยาบาลเต่าทะเล ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติให้อยู่คู่ท้องทะเลไทย นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมปล่อยเต่าทะเลคืนสู่ทะเล และกิจกรรมทำความสะอาดบ่อเต่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสาของเมืองไทยประกันชีวิตเข้าร่วม เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ทำให้ตลอดระยะเวลาของการ จัดกิจกรรม บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบการเลือกใช้สิ่งของแบบที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง หรือสิ่งของที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้มุ่งเน้นเพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “MTL Low Carbon”

Go To Lead


เจนเนอราลี่ รุกงาน “2022 AGENCY LEADERS MID-YEAR PLAN”
นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จัดกิจกรรม “2022 AGENCY LEADERS MID-YEAR PLAN” แถลงผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก และแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เตรียมเปิด ตัวเข้าสู่ตลาดให้กับตัวแทน พร้อมสัมมนาเสริมความรู้ และกิจกรรมเวิร์กช็อปแบบเจาะลึก เพื่อปรับภาพลักษณ์สู่การเป็นตัวแทนในแบบ “New Generation, New Generali” ภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาตัวแทนรุ่นใหม่สู่การเป็น Phygital Agent ที่สามารถมอบบริการลูกค้าแบบ “Lifetime Partner 24” เพื่อการดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างแท้จริง
พร้อมทั้งตอกย้ำกลยุทธ์ประจำปี 2565 โดยมี นางสาวช่อฟ้า ยุกตะนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและบริหารลูกค้า ร่วมจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปการปรับภาพลักษณ์ให้แก่ตัวแทน โดยเสริมทัพร่วมด้วยทีมผู้บริหารระดับสูงที่มาเสริมความรู้ด้านต่าง ๆ อาทิ นายบรรณยง นราสวัสดิ์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในเรื่องการสร้างคน สร้างงาน สร้างคุณค่าแห่งชีวิต และนายทัพพ์เทพ จาตุพรพิพัฒน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กับหัวข้อ “ผ่ากระโหลกเปิดสมอง” อัดแน่นไปด้วยแนวคิดที่มีคุณภาพ เปิดวิสัยทัศน์การทำงานที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเชิญนักพูดชื่อดังอย่าง นายจตุพล ชมภูนิช มาร่วมพูดสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทางตัวแทน ก่อนปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก ป๊อบ-ปองกูล และโจอี้-ภูวศิษฐ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงแรมเดอะไซน์ พัทยา จ.ชลบุรี

Go To Lead


สมาคมประกันชีวิตไทย 'มอบทุน-รางวัลการศึกษา' ประจำปีการศึกษา 2564
นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี ที่สมาคมประกันชีวิตไทย ในฐานะองค์กรกลางของธุรกิจประกันชีวิตให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม หนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมที่สมาคม ฯ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี คือ การมอบทุนและรางวัลการศึกษาให้กับนิสิต นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีในสาขาวิชาการประกันภัยและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุประสงค์สำคัญของกิจกรรมดังกล่าว คือ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการให้ความรู้และการเข้าถึงการประกันชีวิตให้กับประชาชนทุกระดับ (Life Insurance Literacy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาการประกันภัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้การประกันชีวิตเข้าสู่อุตสาหกรรมประกันภัย
ซึ่งในปีนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยให้การสนับสนุนมอบทุนการศึกษาและรางวัลการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564 ให้กับนิสิต นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีในสาขาวิชาการวิเคราะห์ข้อมูลและวิทยาการข้อมูล (Data Analytics) ด้วยเป็นครั้งแรก เพราะเล็งเห็นว่า การนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ถือเป็นแนวทางที่แต่ละองค์กรควรให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการ รวมถึงภาคธุรกิจควรมุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนิสิตหรือนักศึกษาที่มีทักษะดังกล่าวเร่งเข้าสู่เป็นกำลังแรงงานที่สำคัญที่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับประเทศ สำหรับพิธีมอบทุนและรางวัลการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564
สมาคมประกันชีวิตไทยได้จัดสรรงบประมาณรวมทั้งหมด 533,000 บาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาและรางวัลการศึกษาให้กับนิสิตหรือนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี สอบได้คะแนนสูงสุดในสาขาการประกันภัย รวมถึงสาขาการวิเคราะห์ข้อมูลและวิทยาการข้อมูล จากสถาบันการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชนรวม 13 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ (วิทยาเขตตรัง) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (คณะวิทยาศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คิดเป็นจำนวนรางวัลรวมทั้งสิ้น 66 รางวัล โดยแบ่งเป็น ทุนการศึกษาด้านวิชาประกันชีวิต หรือ คณิตศาสตร์ประกันภัย เป็นสาขาหรือวิชาเอก ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 24 ทุน ทุนการศึกษาด้าน Data Analytics ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 7 ทุน รางวัลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิชาประกันชีวิตและคณิตศาสตร์ประกันภัยโดยตรงรางวัลละ 5,000 บาท จำนวน 11 รางวัล รางวัล ASA Course I (Exam P - Probability) รางวัลละ 7,000 บาท จำนวน 9 รางวัล และ รางวัล ASA Course II (Exam FM - Financial Mathematics) รางวัลละ 7,000 บาท จำนวน 15 รางวัล

Go To Lead


คปภ. เร่งช่วยประกันภัยเครื่องยนต์เรือ
ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า กรณีเรือสปีดโบ๊ท ชื่อ “ลมหลักคีรินทร์ 18” หมายเลขทะเบียน 5843-06433 เกิดอุบัติเหตุห้องเครื่องระเบิดกลางทะเล ห่างจากฝั่ง 4-5 กม. พิกัดทุ่งมะขามน้อย ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ส่งผลทำให้พนักงานบนเรือและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 ราย แบ่งเป็น พนักงานขับเรือ 2 ราย นักท่องเที่ยว 18 รายเหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 นั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์บูรณาการร่วมกับสายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค สำนักงาน คปภ. ภาค 8 (สุราษฎร์ธานี) และสำนักงาน คปภ. จังหวัดชุมพร ในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการทำประกันภัยของเรือลำดังกล่าว พร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านประกันภัยให้กับผู้ประสบภัย ตลอดจนติดตามรายงานความเสียหายอย่างเร่งด่วนผ่าน Platform การรายงานข้อมูลกรณีอุบัติภัยกลุ่มหรือรายใหญ่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการประกันภัยให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัว เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของผู้บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน คปภ. จังหวัดชุมพร ว่า เรือสปีดโบ๊ท ชื่อ “ลมหลักคีรินทร์ 18” หมายเลขทะเบียน 5843-06433 เป็นของบริษัท ลมหลักคีรินทร์ ไฮสปีด เฟอร์รี่ จำกัด มีกรมธรรม์ประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสารกับบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เริ่มคุ้มครองวันที่ 9 มีนาคม 2565 สิ้นสุดวันที่ 9 มีนาคม2566 ให้ความคุ้มครองเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จำนวน 100,000 บาท/คน และค่ารักษาพยาบาล จำนวน 15,000 บาท/คน สำหรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้บาดเจ็บนั้น สำนักงาน คปภ.จังหวัดชุมพร ได้ประสานกับบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขาชุมพร ให้ดำเนินการตรวจสอบสิทธิและติดตามการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน และได้ประสานโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โรงพยาบาลปากน้ำชุมพร โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดทรายรี รวมทั้ง ทายาท/ผู้ประสบภัย เพื่อแจ้งสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทยและสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่าผู้บาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งนี้มีการทำประกันภัยประเภทอื่น ๆ ไว้ด้วยหรือไม่ หากตรวจสอบพบภายหลังว่าผู้ประสบภัยมีการทำประกันภัยประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามสัญญาประกันภัยที่ระบุไว้ทุกประการ
ช่วงนี้เป็นหน้าฝน คลื่นลมแรง อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือเพื่อพานักท่องเที่ยวไปตามหมู่เกาะต่าง ๆ และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นสำนักงาน คปภ. จึงขอรณรงค์ให้ผู้ประกอบการเรือและผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางเรือได้ตระหนักเห็นความสำคัญในการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงในการประกอบกิจการและบริหารความเสี่ยงให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเภทเรือโดยสารหรือเรือประเภทอื่นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้บรรทุกผู้โดยสาร ซึ่งเป็นการบรรทุกผู้โดยสารตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป และเรือโดยสารนั้นจะวิ่งในเส้นทางใด ไม่ว่าจะเป็นในคลอง แม่น้ำ หรือ ทะเล จะต้องทำประกันภัยผู้โดยสารเรือสำหรับโดยสารภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เนื่องจากกฎกระทรวงคมนาคมฉบับที่ 73 (พ.ศ.2549) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 กำหนดให้เจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการเดินเรือสำหรับโดยสารจะต้องจัดให้มีการประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือได้รับบาดเจ็บจากการโดยสารเรือ โดยจะได้รับความคุ้มครอง อาทิ ในกรณีเสียชีวิต 100,000 บาท และในกรณีและค่ารักษาพยาบาล ได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 15,000 บาท เป็นต้น

Go To Lead


โครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 19 ”
นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กิจกรรมทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอดนวัตกรรมศาสตร์พระราชา เราจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 19 มีผู้เข้าร่วมโครงการ รวมจำนวน 2,279 คน ทุกกิจกรรมในโครงการตามรอยพระราชาเราคาดหวังให้เกิดความเข้าใจและรับรู้ในพระราชปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณีกิจนานัปการเพื่อให้ราษฎรของพระองค์มีความเป็นอยู่อย่างผาสุก การมาลงพื้นที่ทำกิจกรรมโครงการโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิต ไบโอดีเซลครบวงจร ในครั้งนี้ เราได้เรียนรู้ทั้งการนำทรัพยากรจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การดูแลสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า รวมถึงแนวทางการสร้างงานสร้างอาชีพ ซึ่งทิพยประกันภัยใส่ใจสังคม กับโครงการ ทิพยทำความดีไม่มีสิ้นสุด พร้อมร่วมส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างความแข็งแรงให้กับสังคม คาดหวังว่าครูอาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้และนำไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน เพื่อการพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป
ด้าน ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี กล่าวเสริมว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเรื่องที่พระองค์ได้ทรงสอนให้คนไทยได้เข้าใจและนำมาใช้เพื่อการดำรงชีวิตมาเป็นเวลาช้านาน เป็นหลักการใช้ชีวิตที่ไม่มีวันล้าสมัย โครงการโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซลครบวงจร เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิดของพระองค์ท่านในเรื่องของการสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับ BCG Model นั่นคือ Bio – Circular- Green Economy ซึ่งเน้นในเรื่องของการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และอยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว เกิดนวัตกรรมการผลิตเป็นห่วงโซ่จากวัตถุดิบตั้งต้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถสร้างงานและก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแนวทางการพัฒนาที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน UNSDGs 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดภายใต้ภาวะวิกฤติที่ทุกประเทศต่างประสบปัญหาอยู่ขณะนี้

Go To Lead

  --  
iClickNews.com