Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

"น้ำตาล - ชลิตา" ควง "ทิปโก้ บีท" บินลัดฟ้าร่วมงานระดับโลก ปปง. ร้องทุกข์ดีเอสไอ
กลุ่มโอซีเอส ให้บริการบริหารจัดการอาคารครบวงจร กสิกรไทย' ชู' Data Analytic
พรูเด็นเชียล รุกยูนิตลิ้งค์ “ฟิตบิท ไอออนิค”สมาร์ทวอทช์
ฮอนด้า สร้างสถิติยอดจำหน่ายรถยนต์ของภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียสูงสุด ชูกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร

“โตชิบา” เลือกประเทศไทย IHQ แห่งแรกของโลก
"น้ำตาล -ชลิตา ส่วนเสน่ห์" แบรนด์แอมบาสเดอร์ ทิปโก้ บีท ดีกรีความสวยระดับโลก ที่ทั้งคม เฉี่ยวและฟิตแอนด์เฟิร์ม เข้าตาแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Ralph Lauren, Kate Spade และ DVF ทิปโก้ บีท สบโอกาสพาน้ำตาลบินลัดฟ้าร่วมงาน New York Fashion week 2018 ทันที!!! นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะพาแบรนด์แอมบาสเดอร์ไปนั่ง front row และเข้าพบ Designer ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฯ พร้อมกระทบไหล่เหล่านางแบบที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นทั้งในเอเชียและยุโรป ใจกลางมหานครนิวยอร์กอีกด้วย.. "ทิปโก้ บีท" ได้ต่อยอดความสำเร็จจากที่ผ่านมาของงาน Victoria's Secret ณ เซียงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งน้ำตาลเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเชิญไปนั่ง front row ชม Fashion Show ยิ่งใหญ่สุดอลังการ
ทำให้ ทิปโก้ บีท และน้ำตาลเป็นที่รู้จักของทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่น้ำตาล - ชลิตา ส่วนเสน่ห์ จะควง ทิปโก้ บีท (Tipco Beat) ผลิตภัณฑ์ภายใต้ บริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเตรียมบินลัดฟ้าร่วมงานแฟชั่นวีค ที่นิวยอร์ก กับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Ralph Lauren, Kate Spade และ DVF เพื่อชม fashion show collection Spring 2018 อีกทั้งได้เข้าพบ Designer ผู้ก่อตั้งแบรนด์และกระทบไหล่เหล่านางแบบที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นทั้งในเอเชียและยุโรป ใจกลางมหานครนิวยอร์กด้วย และครั้งนี้ทุกคนจะได้เห็นน้ำตาลกับกิจกรรมในแต่ละวันโดยผ่านคลิปและการ Live สดเพื่อให้แฟนคลับได้เห็นความเคลื่อนไหวและความสวยปังแบบเรียลไทม์ สมกับการรอคอย กับหุ่นเป๊ะๆ เสมือนได้มาชมบรรยากาศงานจริงเลยทีเดียว... นอกจากนี้ น้ำตาล-ชลิตา ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อให้ ปัง!!! ก่อนบินฯ.... จากการที่ได้เป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ ทิปโก้ บีท (Tipco Beat) เมื่อกลางปีที่ผ่านมา (2017) น้ำตาลได้มีการดูแลรักษารูปร่างให้ดูดีเป๊ะปังเวอร์ตลอดเวลา.... ด้วยการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ดีครบทั้ง 5 หมู่หรือการดื่มเครื่องดื่มที่ดีมีประโยชน์อย่าง ทิปโก้ บีท เป็นประจำซึ่งเป็นเครื่องดื่มโปรตีนสูง สกัดจากพืช 100% เป็นถั่วลันเตาสีเหลือง หรือ Pea protein จากประเทศแคนาดา ไม่มีคอเลสเตอรอลนับว่าเป็นผู้ช่วยที่ดี ในการรักษารูปร่างให้กระชับ เห็นกล้ามเนื้อ และสัดส่วนที่ฟิตแอนด์เฟิร์มสุดๆ จึงทำให้มั่นใจในหุ่นและรูปร่างที่ดี รับรองว่าวันงาน New York Fashion week 2018 จะต้องสวยปัง!!!

Go To Lead


ปปง. ร้องทุกข์ดีเอสไอ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าร้องทุกข์ต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4 ราย ได้แก่ 1.นายพานทองแท้ ชินวัตร 2.นางเกศินี จิปิภพ 3.นางกาญจนาภา หงส์เหิน และ 4.นายวัยชัย หงส์เหิน ในข้อหา "สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป , ร่วมกันฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบแล้ว จากนั้น ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา โดยทุกคนปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะส่งเอกสารมาชี้แจงภายหลัง ต่อมา นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความส่วนตัวของ นายพานทองแท้ เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงยุติธรรม ดีเอสไอ และ อัยการสูงสุด ตามเสนอข่าวไปแล้วนั้น
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า หลังจากนายชุมสาย ศรียาภัย ทนายส่วนตัวของ นายพานทองแท้ เดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติมที่ ดีเอสไอ เพื่อไม่ให้มีการตัดพยานปากสำคัญคดีฟอกเงินกรุงไทย โดยจะยื่นในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีอัยการร่วม เพื่อพิจารณาว่าพยานปากที่ได้ร้องเรียนมานั้นมีความจำเป็นต่อคดีดังกล่าวหรือไม่ อยากให้ นายชุมสาย พาพยานปากที่ ดีเอสไอ กำหนดเดินทางเข้าให้ปากคำตรงตามเวลานัดหมาย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคดีและทำให้มีความล่าช้าออกไป

Go To Lead


กลุ่มโอซีเอส ให้บริการบริหารจัดการอาคารครบวงจร
นายกิตติ นครชัย ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือโอซีเอส กรุ๊ป จากประเทศอังกฤษ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยเข้ามารับผิดชอบการพัฒนาระบบบริหารจัดการและเสริมแกร่งศักยภาพของพนักงานในทุกกลุ่มธุรกิจของเครือโอซีเอสที่ดำเนินงานอยู่ในประเทศไทย ประสบการณ์การทำงานกว่า 20 ปี ในด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ในการเป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง และพัฒนาธุรกิจให้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ให้กับองค์กรด้านยานยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จึงกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยและต่างประเทศ เมื่อได้เข้ามาร่วมงานกับเครือโอซีเอส กิตติ นครชัย จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะเป็นส่วนสำคัญ ที่จะนำพาธุรกิจของเครือโอซีเอสในประเทศไทย ไปสู่ความสำเร็จอย่างงดงามท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ อีกทั้งธุรกิจการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรในประเทศไทย มีมูลค่าการตลาดสูงถึงหลักแสนล้านบาท สิ่งสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไปสู่อันดับหนึ่งได้นั้นสิ่งสำคัญคือ “บุคลากร” ที่นอกจากจะมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์แล้ว การทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญของทุกความสำเร็จ
ผมมั่นใจศักยภาพของบุคลากรของเครือโอซีเอส เพราะก่อตั้งมาเป็นระยะเวลา 50 ปีแล้วในประเทศไทยและเป็นปีที่ 118 ในประเทศอังกฤษ รวมถึงธุรกิจมีความยั่งยืนและก้าวหน้าจวบจนปัจจุบันล้วนเป็นเครื่องการันตีที่ดีที่สุด แม้เครือโอซีเอสจะเป็นผู้นำด้านธุรกิจการบริหารจัดการอาคารในระดับสากลแบบครบวงจร แต่ผมไม่ต้องการแค่นั้นผมต้องการที่จะนำพาบริษัทฯ ขึ้นมาเป็นที่ 1 บทบาทหน้าที่ของผมที่กำลังเร่งดำเนินการในตอนนี้คือ การสร้างระบบการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะงานจะประสบความสำเร็จได้นั้น การพัฒนาทีมเวิร์คเป็นสิ่งสำคัญ และสำคัญที่สุดคือพนักงานหรือบุคคลากร เพราะทุกคนมีส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ เติบโตและก้าวไปบนจุดสูงสุด ดังนั้นทุกคนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียม ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐาน ความปลอดภัย เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นและผมจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่า การวางระบบการทำงานอย่างมีแบบแผนโดยเริ่มจากบุคลากร จะทำให้ธุรกิจของเครือโอซีเอสเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก และเห็นความแตกต่างในเร็วๆ นี้แน่นอน” กิตติ กล่าวอย่างมุ่งมั่น และหนักแน่น ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาธุรกิจทั้งหมดของเครือโอซีเอส ในประเทศไทย สำหรับไทยเป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในด้านการค้าและการลงทุนสำคัญและมีศักยภาพที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือโอซีเอสในฐานะเป็นบริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจร จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดของบริษัท ซึ่งภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโดยรวมของกลุ่มแล้ว กิตติ นครชัย จะเข้ามานำพาบริษัทให้ก้าวขึ้นจากบริษัทผู้นำในธุรกิจ ผู้ให้บริการบริหารจัดการอาคารในระดับสากลแบบครบวงจร International Facilities Management (IFM) มาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย

Go To Lead


กสิกรไทย' ชู' Data Analytic
นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยคาดว่าจีดีพีจะเติบโตประมาณ 4% ภาคธุรกิจก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท ด้านภาคการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 4.5% จากแรงหนุนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันภาคธุรกิจท่องเที่ยวคาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้น 6.5-7.5% เนื่องจากประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ด้วยแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่มุ่งสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีจะมีความสำคัญในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัว 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาช่องทางการขายให้ผสมผสานมากขึ้น (Omni-Channel) การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และการวางกลยุทธ์หลังการขายที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้า ด้วยบริบททางเศรษฐกิจและทิศทางการปรับตัวของธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ในปี 2561 นี้
ธนาคารกสิกรไทยจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ “ธนาคารเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การให้บริการทางการเงินที่ครบวงจร (Financial Solution) ประกอบด้วย
1.1 การพิจารณาสินเชื่อด้วยการบริหารห่วงโซ่ทางธุรกิจ (K-Value Chain Solution) ในปี 2560 ธนาคารมีลูกค้าที่เป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางรวมกว่า 2,200 กลุ่ม โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอุปโภคบริโภค กลุ่มฮาร์ดแวร์และอะไหล่ กลุ่มน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจากการดูแลลูกค้าแบบครบวงจรทั้งด้านการเงินและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้มียอดอนุมัติสินเชื่อใหม่ในปี 2560 รวม 18,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2561 ธนาคารยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อด้วยการบริหารห่วงโซ่ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนคู่ค้าในเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการให้ได้รับเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 1.2 บริการเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์แบบครบวงจร (K-Franchise Solution) ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่เริ่มทำสินเชื่อแฟรนไชส์ เพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจ โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ในปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการเริ่มต้นธุรกิจ ธนาคารจึงจัดงาน KBank Franchise Expo 2018 ในวันที่ 9-10 ก.พ.นี้ ณ ชั้น 5 BCC Hall เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว เพื่อสนับสนุนผู้สนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์กับ 50 แบรนด์ดัง พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจด้วยรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด
2. นวัตกรรมการเงินดิจิทัลแบงกิ้ง (Digital Banking) ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการเงินดิจิทัล แบงกิ้งที่สนับสนุนการทำธุรกรรมของเอสเอ็มอีเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ด้วยบริการ K PLUS SHOP แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้า รับชำระเงินด้วย QR Code ไม่ต้องบอกเลขที่บัญชีและไม่ต้องมีเงินทอน ร้านค้ารับจ่ายเงินคล่องตัว โดยในปัจจุบันมีร้านค้าใช้บริการแล้ว 710,000 ร้าน ทำรายการผ่าน K PLUS SHOP จำนวน 1,300,000 รายการ คิดเป็นเงิน 829 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของคนไทยในการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดและบริการ KBank Mini EDC เครื่องรับจ่ายเงินที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการขายของร้านค้าขนาดเล็กด้วยฟังก์ชันชำระเงินแบบ All in One ที่รองรับการใช้งานผ่านบัตรเดบิต บัตรเครดิต QR code ของโมบายแบงกิ้ง ทุกธนาคารในประเทศ รวมทั้ง Alipay กับ WeChat Pay 3. การใช้ Data Analytic เทคโนโลยีวิเคราะห์สินเชื่อ (Data Analytic Lending) ในปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์และประมวลผลธุรกรรมทางการเงินของผู้ประกอบการทั้งขารับและขาจ่าย ทำให้เข้าใจและรู้ความต้องการสินเชื่อและนำเสนอวงเงินได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น จนอนุมัติสินเชื่อใหม่ได้กว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ธนาคารจะขยายการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลในการพิจารณาสินเชื่อต่อไป เพื่อนำเสนอสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีความต้องการได้อย่างตรงใจ โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ายื่นขอ 4. การให้บริการที่มากกว่าด้านการเงิน (Beyond Banking) 4.1 จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการ ด้วยโครงการ K SME Care ที่ดำเนินการมาแล้ว 23 รุ่น มีสมาชิกเครือข่ายกว่า 13,600 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี และในปี 2561 ธนาคารจะเปิดรุ่นที่ 24 ภายใต้แนวคิด ดิจิทัล เรโวลูชั่น มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ Digital Marketing Tools ได้ และเพิ่มช่องทางการขายด้วยเทคโนโลยีใหม่ 4.2 จัดโครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้นวัตกรรมทำธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “เสริมสร้างนวัตกรรมต่อยอดผู้ประกอบการ” เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจผลิตอาหาร ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจฮาร์ดแวร์ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ให้ได้รับองค์ความรู้เชิงลึกในการพัฒนาธุรกิจ ได้รับคำปรึกษาในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมแบบตัวต่อตัว และได้รับเงินทุนสนับสนุนในการทำวิจัยและนวัตกรรม 4.3 เฟ้นหาฟินเทคและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อต่อยอดบริการที่มากกว่าบริการด้านการเงิน ให้เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการได้ทั้งในลักษณะของการนำเสนอคู่กับผลิตภัณฑ์ของธนาคาร ไปจนถึงการเชื่อมต่อกันระหว่างระบบของฟินเทคกับระบบของธนาคาร โดยในปี 2560 ธนาคารกสิกรไทยได้นำเสนอบริการที่เป็น Beyond Banking ได้แก่ Food Solution แพ็คเกจเพื่อการจัดการร้านอาหารที่ครบวงจร ตอบสนองทั้งบริการหน้าร้านและบริการจัดการบัญชีหลังร้านได้อย่างลงตัว และในปีนี้จะเดินหน้าขยายการให้บริการในลักษณะนี้ไปยังกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ปี 2560 ธนาคารกสิกรไทยมียอดสินเชื่อเอสเอ็มอี 698,000 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2559 ที่ 6% สำหรับปี 2561 ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 4-6% และครองส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับหนึ่งที่ 28.5% สำหรับเอ็นพีแอลของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเริ่มลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่อง และการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลน่าจะเริ่มส่งผลดีถึงกลุ่มเอสเอ็มอีในบางกลุ่ม

Go To Lead


พรูเด็นเชียล รุกยูนิตลิ้งค์
นายอามัน โชวลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนที่จะนาเสนอในระยะแรก มี 3 รายการคือ เอสซีบี ไพรเวท ลิงค์ (ชำระเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว รับความคุ้มครองตลอดชีพ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุน) เอสซีบี เพรสทีจ ลิงค์ (ชำระเบี้ยประกันภัยรายงวด มั่นใจเต็มที่กับทุกจังหวะชีวิตด้วยแผนการเงินที่ปรับแต่งได้ตามใจ) และ เอสซีบี โพรเทคชั่น ลิงค์ (ชำระเบี้ยประกันภัยรายงวด ให้ความคุ้มครองชีวิต พร้อมโอกาสสร้างความมั่งคั่งในอนาคต) ส่วนการร่วมมือครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ แก่ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านพันธมิตรธนาคารต่างๆ รวมถึงช่องทางตัวแทน และทำให้บริษัทฯ ได้ใช้ความชานาญด้านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนในการนาเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าด้านบริหารความมั่งคั่งของธนาคารฯ อีกด้วย ประเทศไทยนับเป็นตลาดประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตต่ำ ขณะที่การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีความต้องการประกันชีวิตและการออมเพิ่มขึ้น โดยตลาดไทยเป็นตลาดสำคัญของบริษัทในภูมิภาคเอเชีย

Go To Lead


“ฟิตบิท ไอออนิค”สมาร์ทวอทช์
มร. เจมส์ ปาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของฟิตบิท เปิดเผยว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ฟิตบิทคือผู้บุกเบิกนวัตกรรมในกลุ่มอุปกรณ์แวร์เอเบิล ด้วยการเปิดตัวแทรคเกอร์ด้านสุขภาพและฟิตเนสเครื่องแรก นับตั้งแต่นั้นมา เราก็ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์อุปกรณ์แวร์เอเบิลชั้นนำของโลกที่กำหนดทิศทางนวัตกรรมของอุตสาหกรรม และได้จัดตั้งเครือข่ายสังคมด้านฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุด ช่วยผู้คนนับล้านทั่วโลกให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงยิ่งขึ้น ฟิตบิท ไอออนิคของเราทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนในนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ นี่คือแพล็ตฟอร์มแรกด้านสุขภาพและฟิตเนส ที่ประสานความสามารถในการปรับ ให้เหมาะกับผู้ใช้ ข้อมูลอินไซต์เชิงลึก เสริมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดเท่าที่มีในปัจจุบัน ทำให้ไอออนิคกลายเป็นสมาร์ทวอทช์เพื่อสุขภาพที่ยากจะหาสิ่งใดมาเทียบเคียง
ครบทุกอย่างที่ต้องการ ลงตัวในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬามือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ อุปกรณ์ที่ล้ำหน้าที่สุดของฟิตบิทเครื่องนี้ ก็จะให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละคนและนำไปปฏิบัติได้จริง ช่วยผลักดันให้แต่ละคนบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ และก็ไม่พลาดการเชื่อมโยงกับแอปฯ และระบบเตือนต่าง ๆ ไม่ว่าจะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นไหนอยู่ก็ตาม

Go To Lead


ฮอนด้า สร้างสถิติยอดจำหน่ายรถยนต์ของภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียสูงสุด
บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด สำนักงานใหญ่ของฮอนด้าประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ประกาศยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ในปี 2560 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 793,636 คัน เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายในปี 2559 จำนวน 707,951 คัน ทั้งยังสามารถสร้างสถิติยอดจำหน่ายประจำปีสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ใน 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน และปากีสถาน สำหรับยอดจำหน่ายเมื่อแบ่งตามรุ่น พบว่า ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2559 ขณะที่ฮอนด้า ซิตี้ ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายในตลาดเอเชียและโอเชียเนีย มียอดจำหน่ายสูงสุดและมีส่วนช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายของทั้งภูมิภาคทั้งหมด<ยอดจำหน่ายแยกตามประเทศ>สำหรับประเทศไทย ฮอนด้ามียอดจำหน่ายรวม 127,768 คัน เพิ่มขึ้น 19% จากปี 2559 โดยยอดจำหน่ายหลักของประเทศไทยมาจากฮอนด้า ซิตี้ ซีวิค และแจ๊ซ รวมถึง ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ มีอัตราการเติบโตสูงถึง 222% เมื่อเทียบกับปี 2559 ทำให้ฮอนด้ายังคงรักษาอันดับหนึ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย#ได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และมียอดจำหน่ายสูงเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ในปีที่ผ่านมา ฮอนด้าในประเทศอินเดียมียอดจำหน่ายรวม 179,451 คัน คิดเป็น 23% ของยอดจำหน่ายรวมในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เพิ่มขึ้น 9% จากปีที่ผ่านมา โดยฮอนด้า ซิตี้ เป็นรุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุด และเพิ่งฉลองครบรอบ 20 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรก ขณะที่ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2560 มียอดจำหน่ายสูงเป็นอันดับสอง
สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในภูมิภาคของเอเชียและโอเชียเนีย ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในภูมิภาค โดยมียอดจำหน่ายรวม 180,971 คัน หรือ 23% ของยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียในปี 2560 โดย ฮอนด้า บริโอ้ มียอดจำหน่ายสูงสุด ด้วยอัตราการเติบโต 34% เทียบกับปีที่ผ่านมา ตามด้วยฮอนด้า เอชอาร์-วี และฮอนด้า โมบิลิโอในประเทศมาเลเซีย ฮอนด้าสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจำหน่ายสูงถึง 109,511 คัน นับเป็นครั้งแรกที่รถยนต์ฮอนด้ามียอดจำหน่ายในตลาดมาเลเซียมากกว่า 100,000 คัน ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากยอดจำหน่ายของ ฮอนด้า ซิตี้, เอชอาร์-วี และบีอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัว นอกจากนี้ ยอดจำหน่ายของฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ยังมีการเติบโตสูงถึง 36% เมื่อเทียบกับปี 2559 ทำให้ฮอนด้าสามารถรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์แบรนด์ต่างชาติของประเทศมาเลเซียติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และครองอันดับสองในตลาดรถยนต์รวมในประเทศมาเลเซียเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งรวมยอดจำหน่ายของรถยนต์ประจำชาติ ปากีสถาน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ฮอนด้ามียอดจำหน่ายที่ดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายรวม 47,424 คัน เพิ่มขึ้น 49% จากปีที่ผ่านมา โดยฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดด้วยอัตราการเติบโต 88% เทียบกับปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ฮอนด้ายังสร้างสถิติยอดจำหน่ายสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยมีการเติบโตของยอดจำหน่ายรถยนต์ของรุ่นที่เปิดตัวใหม่และรุ่นปัจจุบัน โดยในประเทศไต้หวัน ฮอนด้ามียอดจำหน่ายสูงสุดเท่าที่เคยมีมา จำนวนรวม 33,978 คัน มีอัตราการเติบโต 25% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยมีฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ด้วยอัตราการเติบโต 400% เทียบกับปีที่ผ่านมา สำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ฮอนด้าสร้างสถิติยอดจำหน่ายรถยนต์สูงสุด จำนวนรวม 31,758 คัน ด้วยอัตราการเติบโต 37% เทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยอดจำหน่ายของฮอนด้า บีอาร์-วี มีการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 900% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าของประเทศเวียดนามมีจำนวนทั้งสิ้น 12,358 เติบโตขึ้น 10% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยอดจำหน่ายฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ที่มีการเติบโตกว่า 700% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา <ยอดจำหน่ายตามรุ่น>ฮอนด้า ซิตี้ เป็นยนตรกรรมฮอนด้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทั้งยังมียอดจำหน่ายสูงสุดในปี 2560 ของทั้งภูมิภาค โดยมียอดจำหน่ายรวม 169,124 คัน คิดเป็น 21% ของยอดจำหน่ายรวมทั้งภูมิภาค สำหรับ เอชอาร์-วี และแจ๊ซ ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายทั่วโลก (Global Models) ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายรวม 102,182 คัน และ 99,534 คัน ตามลำดับ เมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตจากปีที่ผ่านมา พบว่า ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ มียอดจำหน่ายที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 51% ตามด้วยฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ที่มีการเติบโต 43% ฮอนด้ามุ่งเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและมีคุณภาพสูงให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสานต่อความสำเร็จทางด้านยอดจำหน่ายอันแข็งแกร่งจากปี 2560 สู่ปี 2561 #ยนตรกรรมฮอนด้าในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศไทย ได้แก่ ฮอนด้า บริโอ้, บริโอ้ อเมซ, ซิตี้, แจ๊ซ, ซีวิค, แอคคอร์ด, แอคคอร์ด ไฮบริด, โมบิลิโอ, บีอาร์-วี, เอชอาร์-วี และ ซีอาร์-วี

Go To Lead


ชูกองทุน FTA ช่วยเกษตรกร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า อีกประมาณ 2 ปี ไทยจะสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguards: SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) ในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะส่งผลให้ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สินค้าเกษตรที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าและไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไปเช่น เนื้อโคและเครื่องใน เนื้อหมูและเครื่องใน นมและผลิตภัณฑ์นม เนย เนยแข็ง ภาพรวมสถานการณ์ สินค้า SSGภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่ผ่านมา ไทยมีสินค้า SSG จำนวน 23 รายการ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ 1) กลุ่มที่สิ้นสุดมาตรการไปแล้วตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2558 จำนวน 6 รายการ ได้แก่ นมและครีมข้นไม่หวาน บัตเตอร์มิลค์ น้ำผึ้ง ส้ม องุ่น และมันฝรั่งปรุงแต่งแช่เย็นแช่แข็ง2) กลุ่มที่จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 (เป็น 0% ในปี 2564) จำนวน 17 รายการเช่น สินค้าเนื้อวัวและเครื่องใน สินค้าเนื้อหมูและเครื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์นม เนย เนยแข็ง สำหรับสินค้าเนื้อโคเป็นสินค้าที่ตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีการขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพ โดยในช่วงปี 2556-2560 การบริโภคเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ของไทยขยายตัวที่ร้อยละ 4.80 ต่อปีประกอบกับผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2559 ไทยนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียปริมาณสูงถึง 3,903 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 41.55 ของการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมดของไทยซึ่งมีปริมาณ 9,392 ตัน เนื่องจากเนื้อโคเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกของออสเตรเลียและหากสิ้นสุดมาตรการ SSG แล้ว คาดว่าจะส่งผลให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกลง
นายวินิต อธิสุข ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเสริมว่า หากมองถึงสินค้ากลุ่มที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียเป็นหลัก และพบว่ามีปริมาณการนำเข้าสูงกว่าปริมาณที่ไทยเปิดตลาดไว้ ได้แก่1) สินค้าเนื้อโค สดหรือแช่เย็น ซึ่งไทยเปิดตลาดภายใต้ความตกลง TAFTA (มีอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 10.67 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 51) โดยในปี 2560 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยมีปริมาณนำเข้าจากโลก 10,008.69 ตัน แหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาร์เจนตินา ในขณะที่ออสเตรเลีย (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณส่งออกไปโลก0.78 ล้านตันโดยส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น (27%) สหรัฐอเมริกา (23%) เกาหลีใต้ (15%) ไทย (0.3%) จะเห็นได้ว่าไทยไม่ใช่ตลาดหลักในการส่งออกของออสเตรเลีย ด้านราคาพบว่า สินค้าเนื้อโคของออสเตรเลียมีราคาสูงกว่าไทยค่อนข้างมากโดยราคาเนื้อโคออสเตรเลียอยู่ที่ 271.73 บาท/กิโลกรัมแต่ราคาเนื้อโคไทยอยู่ที่ 96 บาท/กิโลกรัม2) สินค้าเครื่องในโค สดหรือแช่เย็น ไทยเปิดตลาดภายใต้ความตกลง TAFTA (มีอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 8 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 33) ในปี 2560 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยมีปริมาณนำเข้าจากโลก 16,996.27 ตัน แหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ อาร์เจนตินา (40.76%) ออสเตรเลีย (21.10%) และนิวซีแลนด์ (13.16%) ในขณะที่ออสเตรเลียมีปริมาณส่งออกไปโลก 0.11 ล้านตัน โดยส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย (20%) ญี่ปุ่น (13%) เกาหลีใต้ (12%) ไทย (3%)

Go To Lead

  --  
iClickNews.com