Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

'จี้'ทบทวน เพิ่มโทษไม่พกใบขับขี่ “แชปเตอร์ วัน โฟลว์ บางโพ” คอนโดใหม่พฤกษา
นักออกแบบไทยคว้าแชมป์การแข่งขันการออกแบบสปาในฝันในงาน “ลิกซิล สปาเลต ไอคอนนิค ทัวร์ 2018” ธ.ก.ส.-สกว. หนุนงานวิจัยสู่การพัฒนาชุมชน
กรุงศรีขยายพอร์ตลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้า SME กรุงเทพประกันชีวิต ส่งความสุข ชม“เดชคัมภีร์เทวดา กายกรรมกวางเจา”
ยกเครื่องร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ-ร้านโชวห่วย ซีพีเอฟ 'รุก'เติบโตธุรกิจในต่างประเทศ
'ย้ำ'ผู้นำนวัตกรรมการพิมพ์ HP PageWide ชาวเอเชีย 'ฮิต'ท่องเที่ยว 'แบบครอบครัว' สูงสุด
'กฟน.-นิสสัน' ติดตั้งเครื่องอัดประจุไไฟ้ายานยนต์

'จี้'ทบทวน เพิ่มโทษไม่พกใบขับขี่
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อความ "5 เหตุผล ที่ควรทบทวนและประชาพิจารณ์ ร่าง กม.เพิ่มโทษใบขับขี่ 10,000-50,000 บาท" ลงในเฟซบุ๊กว่า "กรณีที่กรมการขนส่งทางบก เสนอ ครม.ปรับแก้ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 โดยเพิ่มโทษผู้ที่ขับรถ แต่ไม่พกและไม่มีใบขับขี่ ในอัตราเพดาน 10,000-50,000 เป็นปรับสูงสุด 50,000 บาทนั้นจำคุกไม่เกิน 3 เดือนนั้น แม้จะเข้าใจว่าเป็นความพยายามเพื่อลดอุบัติเหตุหรือแก้ปัญหาจราจรก็ตาม แต่ผมมีข้อสังเกตกับร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ใน 5 ประเด็นดังนี้
1. ตรรกะของการเพิ่มอัตราโทษให้แรงขึ้นเพื่อแก้ปัญหานั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ เพราะปัญหาจราจรมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องที่ไม่ใช่แค่เรื่องของใบขับขี่เท่านั้น และผลกระทบต่อคนหาเช้ากินค่ำอาจรุนแรงกว่าที่คิด
2. แม้ว่าค่าปรับและโทษจำคุกจะเป็นดุลยพินิจของศาลคล้ายๆโทษเมาแล้วปรับ จึงไม่ต้องห่วงว่าตำรวจจะมาหาประโยชน์นั้นไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วไม่มีใครอยากขึ้นโรงขึ้นศาล การใช้วิธียัดเงินเคลียร์ปัญหาในขั้นตำรวจก็จะเกิดขึ้นตามมาแล้ว ยิ่งจะทำให้ระบบศาลเตี้ยขยายใหญ่ขึ้นจากอัตราโทษที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
3. การอ้างว่าหลายประเทศก็ใช้อัตราโทษปรับสูงและรุนแรงแบบเป็นข้ออ้างที่มองข้ามบริบทของแต่ละสังคม โดยเฉพาะประเทศเหล่านั้น มีอัตราค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศไทยค่อนข้างมาก จึงไม่เป็นปัญหาในการกำหนดอัตราโทษในลักษณะที่สูงเช่นนั้น 4. ร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หารือกันเฉพาะในองค์กรที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้สอบถามหรือรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างจริงจัง จึงอาจซ้ำรอยของพระราชกำหนดแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวหรือร่างกฎหมายที่ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ซึ่งในที่สุดก็ถูกต่อต้านและไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง 5. ร่างกฎหมายฉบับนี้มีประเด็นที่ควรทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความเห็นสาธารณะหลายประเด็นด้วยกัน เช่น กรณีมีใบขับขี่ แต่ลืมจะมีความผิดด้วยหรือไม่ ปัญหาอุบัติเหตุกับเยาวชนที่ไม่มีใบขับขี่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาครอบครัวและปัญหาเยาวชนในมิติอื่นหรือไม่ หรือโทษที่เพิ่มขึ้นถ้าต้องเพิ่มควรอยู่ในอัตราเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม หรืออาจเป็นการเปิดช่องให้ตำรวจบางนายรีดไถประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ จึงเห็นควรชะลอร่างกฏหมายฉบับนี้ไว้ก่อนแล้วรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกกลุ่มอย่างกว้างขวาง

Go To Lead


“แชปเตอร์ วัน โฟลว์ บางโพ” คอนโดใหม่พฤกษา
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการเปิดขายโครงการ “แชปเตอร์ วัน ชายน์ บางโพ” ไปในไตรมาส 2 ปี 60 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ พฤกษายังมีที่ดินที่มีศักยภาพซึ่งอยู่ติดกับโครงการ “แชปเตอร์ วัน ชายน์ บางโพ” และได้เล็งเห็นว่าทำเลย่านบางโพจะกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเตรียมพัฒนาอีกหนึ่งโครงการคุณภาพ “แชปเตอร์ วัน โฟลว์ บางโพ” คอนโดมิเนียมวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดในกรุงเทพมหานคร ด้วยศักยภาพทำเลที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา และใกล้จุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย คือ MRT รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีบางโพ และ MRT รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีเกียกกาย ซึ่งปัจจุบันมีซัพพลายเหลืออยู่ในตลาดไม่มากนัก เนื่องจากที่ดินที่หายากและมีราคาเพิ่มสูงมากขึ้นทุกวัน โดยทำเลย่านบางโพเป็นโซนที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้แหล่งงานและ Mass Transit เดินทางสะดวกสบาย จึงทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในย่านนี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
นางอรนุช อิติโกศิน กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพรีเมียมแนวสูง บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แชปเตอร์ วัน โฟลว์ บางโพ” เป็นคอนโดมิเนียมตากอากาศวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสูง 41 ชั้น ถูกออกแบบมาเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมือง ภายใต้บรรยากาศ Modern Resort ให้การพักผ่อนเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้อย่างสมบรูณ์แบบ ซึ่งปัจจุบันในย่านบางโพแทบจะไม่มีคอนโดมิเนียมวิวแม่น้ำเหลือขายแล้ว และหากใครได้ครอบครอง “แชปเตอร์ วัน โฟลว์ บางโพ” จึงถือเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้เป็นเจ้าของคอนโดวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดในกรุงเทพฯ มีเพียง 385 ยูนิต ภายในโครงการยังจัดเต็มด้วยสวนพักผ่อนขนาดใหญ่ Recreation Garden ด้วยพื้นที่ 2,000 ตร.ม. ดีไซน์ออกมาให้แหวกแนวสุดเท่ ด้วยเส้นสายลายกราฟิกเป็นทางเดินลัดเลาะไปบนเนินบนอาคารจอดรถ พร้อมฟังก์ชั่น Co-Working Space, Party Room, Game Area สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนในทุกๆ วัน และยังจัดเต็มกับพื้นที่ Facilities ด้านบนสุดของอาคารพักอาศัย กับ Exclusive Lounge Fitness & Yoga Corner พร้อมดีไซน์สระว่ายน้ำเป็น 1 สระ 2 บรรยากาศ (Two Oriented Pool) เพื่อให้ได้ออกกำลังกาย พักผ่อนและชมวิวสวยๆ ยามเย็นบนโค้งน้ำเจ้าพระยา โครงการได้จัดเต็มกับห้องตัวอย่าง 3 แบบ 3 สไตล์ พร้อมจำลอง Recreation Garden มาให้ได้สัมผัสบรรยากาศอีกด้วย นับเป็นห้องตัวอย่างที่สวยที่สุดในย่านนี้ ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท (เฉลี่ย ตร.ม. ละ 95,000 บาท) ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท ที่ http://chapterone.pruksa.com/ พบกันวัน Open House 8 – 9 ก.ย. นี้ สอบถามเพิ่มเติมโทร.1739

Go To Lead


นักออกแบบไทยคว้าแชมป์การแข่งขันการออกแบบสปาในฝันในงาน “ลิกซิล สปาเลต ไอคอนนิค ทัวร์ 2018” จัดขึ้นครั้งแรกที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
ลิกซิล (LIXIL) ผู้นำตลาดสุขภัณฑ์ พลิกโฉมประวัติศาสตร์สายฉีดชำระ พร้อมมุ่งผสานเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำของเอเชียให้เป็นหนึ่งด้วยที่สุดแห่งประสบการณ์ผ่านงาน “ลิกซิล สปาเลต ไอคอนนิค ทัวร์” (LIXIL SPALET ICONIC TOUR 2018) ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการแสดงผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงสายฉีดชำระมากมาย อีกทั้งยังมีโชว์รูมของลิกซิลและพิพิธ

Go To Lead


ธ.ก.ส.-สกว. หนุนงานวิจัยสู่การพัฒนาชุมชน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง ธ.ก.ส. และ สกว. ในช่วงที่ผ่านมา เน้นการลงพื้นที่เพื่อไปพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับชุมชน ในการค้นหาปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน จากนั้นนำมาสร้างเป็นเครื่องมือ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด เพื่อใช้ในการพัฒนาและบริหารจัดการชุมชนภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดทำคู่มือศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเกษตร การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นต้น ซึ่งโมเดลเหล่านี้ เป็นประโยชน์และช่วยยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการภาคเกษตร (SMAEs) ในการพัฒนาอาชีพและรายได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ อันเป็นการเสริมความเข้มแข็งและยั่งยืนของเศรษฐกิจ ฐานราก

Go To Lead


กรุงศรีขยายพอร์ตลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้า SME
นายพรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ความต้องการสินเชื่อธุรกิจในกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วยแรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออก การท่องเที่ยวและการลงทุนของภาครัฐ เรามองว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งธุรกิจที่มีการขยายกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเป็นตัวเร่งอัตราการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้และปีหน้า ขณะที่รัฐบาลยังคงมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน”
“กลุ่มลูกค้าธุรกิจของกรุงศรีประสบความสำเร็จในการสร้างการเติบโตด้านสินทรัพย์ต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 สินเชื่อธุรกิจเติบโตมากกว่า 6% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องในปีนี้และมีสัญญาณเชิงบวกด้านคุณภาพสินทรัพย์ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจ เริ่มทรงตัวในทุกเซ็กเมนต์ และล่าสุด NPL ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.61% ในไตรมาส 2 สำหรับแผนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2561 กรุงศรียังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นธนาคารพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Banking Partner) สำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นธนาคารหลักสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้วยการผสานพลังศักยภาพกับ MUFG เพื่อช่วยเอื้อให้การขยายสินเชื่อรายใหญ่ง่ายขึ้น การให้วงเงินสนับสนุนสินเชื่อลูกค้าไทยที่ลงทุนในต่างประเทศและลูกค้าต่างชาติที่ลงทุนในไทย รวมทั้งการจับคู่ธุรกิจและการร่วมทุนระหว่างธุรกิจญี่ปุ่นและไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” นายพรสนองกล่าว

Go To Lead


กรุงเทพประกันชีวิต ส่งความสุข ชม“เดชคัมภีร์เทวดา กายกรรมกวางเจา”
กรุงเทพประกันชีวิต ชวนผู้หลงใหลในการแสดง ชมสุดยอดการแสดงยิ่งใหญ่แห่งปี “เดชคัมภีร์เทวดา กายกรรมกวางเจา” (The Legendary Swordsman Martial Art Acrobatic Drama) โดยคณะกวางเจา อะโครบาติกอาร์ทเธียเตอร์ ที่ส่งตรงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน การแสดงที่จะทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจผสมผสานความสนุกสนาน ผ่านเรื่องราวการผจญภัยและการชิงความเป็นหนึ่งของเหล่าจอมยุทธ์สุดคลาสสิกประพันธ์โดย กิมย้ง ซึ่งครั้งนี้ถูกนำมาถ่ายทอดในรูปแบบการแสดงกายกรรมสุดตระการตา ที่แฟนนิยาย-หนังจีนกำลังภายในไม่ควรพลาด นอกจากจะขนนักแสดงกายกรรมมากความสามารถมาแสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้ชมยังจะได้ตื่นตาตื่นใจกับแสงสีเสียง เอฟเฟกต์ อุปกรณ์ประกอบฉาก รวมทั้งเสื้อผ้าหน้าผมที่ออกแบบมาอย่างประณีตสวยงาม
ร่วมสัมผัสสุดยอดการแสดง “เดชคัมภีร์เทวดา กายกรรมกวางเจา” ที่พร้อมให้ชาวไทยได้รับชมระหว่างวันที่ 5-14 ตุลาคม 2561 (เว้นวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม) วันละ 2 รอบ 14.00 น. และ 19.00 น. ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ซื้อบัตรเข้าชมได้แล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และ www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 700 / 900 / 1,200 และ 1,500 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2262-3838 หรือดูรายละเอียดที่ http://www.thaiticketmajor.com/performance/guangzhou-2018-th.html

Go To Lead


ยกเครื่องร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ-ร้านโชวห่วย
นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จับมือกับ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด และ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ พีแอนด์จี ลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อปรับภาพลักษณ์ให้แก่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐและร้านโชวห่วย โดยให้ทุกร้านมีครบองค์ประกอบ 5 ส ได้แก่ สวย สว่าง สะอาด สะดวก สบาย พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำการบริหารจัดการร้านค้าแบบง่ายๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ดึงดูดลูกค้า และเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้า เบื้องต้นได้ร่วมกันปรับภาพลักษณ์ร้านค้าไปแล้วกว่า 1,000 ร้านค้า โดยในเฟสแรกนี้ได้ตั้งเป้าทำการปรับภาพลักษณ์ไว้จำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 ร้านค้า”
ธุรกิจค้าปลีกในท้องถิ่น หรือ ร้านโชวห่วย มีจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ คือ มีความเข้าใจเรื่องความต้องการสินค้าของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี ตลอดจนร้านค้าตั้งอยู่ในพื้นที่อยู่แล้วทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อจับจ่ายใช้สอย อันจะเป็นการประหยัดทั้งเวลา/ค่าใช้จ่ายและได้สินค้าที่เหมือนกับร้านค้าอื่นๆ นับเป็นการดีต่อการสร้างความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าในท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน จุดอ่อนของร้านโชวห่วย คือ ร้านค้าไม่ค่อยเป็นระเบียบ ระบบการบริหารจัดการที่ยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เช่น การบริหารสินค้าคงคลัง การสร้างความสมดุลระหว่างระบบการจัดซื้อและระบบการจำหน่ายสินค้า เป็นต้น ดังนั้น การปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้มีความสวย สว่าง สะอาด สะดวก สบาย และมีการวางรากฐานการบริหารกิจการอย่างเป็นระบบ จะทำให้ธุรกิจให้มีความทันสมัย มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนของกิจการ และเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจได้ในระยะยาว เชิญชวนร้านค้าธงฟ้าประชารัฐและร้านโชวห่วยที่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์เข้าช่วยเหลือด้านการปรับภาพลักษณ์ร้านค้า สามารถติดต่อได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 4586 โทรสาร 0 2547 5957 e-Mail : bizpromotion.dbd@gmail.com หรือสมัครผ่านการสแกนรูปภาพ (QR Code)”

Go To Lead


ซีพีเอฟ 'รุก'เติบโตธุรกิจในต่างประเทศ
นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ทิศทางการเติบโตของซีพีเอฟในอนาคตจะมาจากกิจการในต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่มั่นใจผลดำเนินงานของครึ่งหลังปี 2561 ดีกว่าช่วงครึ่งแรก ปัจจัยหลักจากผลดำเนินงานของธุรกิจสุกรในเวียดนามที่ราคาสุกรในประเทศ และธุรกิจสัตว์น้ำมีแนวโน้มผลดำเนินงานดีต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งปีแรก ภายใน 5 ปีจากนี้ บริษัทฯ ประเมินสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ขณะที่รายได้จากประเทศไทยและส่งออกจะเหลือร้อยละ 30 สำหรับในปีนี้ ยอดขายจากกิจการในต่างประเทศของซีพีเอฟน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67-68 เพิ่มจากร้อยละ 64 ในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้ที่เป็นยอดขายจากประเทศไทยร้อยละ 32-33 ทิศทางการสร้างการเติบโตในระยะต่อไป ซีพีเอฟจะให้น้ำหนักกับการขยายการผลิตเพื่อการส่งออกในกิจการต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่ผลิตและขายภายในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก รวมทั้งเพิ่มการส่งออกจากประเทศประเทศไทย ที่ปัจจุบันเป็นฐานผลิตส่งออกไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลกแล้ว เพื่อสร้างการเติบโตของซีพีเอฟในอนาคตให้เป็นไปตามเป้าหมาย
นายสุขสันต์กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการลงทุนขยายธุรกิจไก่ครบวงจรเพื่อการส่งออกในเวียดนาม ใช้งบลงทุน 250 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะก่อสร้างโรงงานแปรรูปไก่ และธุรกิจครบวงจร ทั้งโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ ฟาร์มเลี้ยงไก่ ตั้งอยู่ในบินเดือง ทางตอนใต้ของเวียดนาม ซึ่งโรงงานแปรรูปไก่จะแล้วเสร็จปลายปี 2562 เน้นส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคเอเชีย อย่างเช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น ปัจจุบันการลงทุนของซีพีเอฟใน 16 ประเทศ สามารถครอบคลุมประชากรกว่า 4,000 ล้านคน และรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากต่างประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม ทั้งนี้ ผลดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2561 กิจการในต่างประเทศมีผลดำเนินงานดีและทำกำไร รวมทั้ง ฟิลิปปินส์ และอินเดีย รวมถึง ธุรกิจในตุรกี หลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจมาเน้นอาหารสัตว์และอาหารแปรรูปมากขึ้น ปีนี้ก็กลับมามีกำไรจากที่เคยขาดทุนติดต่อกัน 7-8 ปี

Go To Lead


'ย้ำ'ผู้นำนวัตกรรมการพิมพ์ HP PageWide
วรานิษฐ์ อธิจรัสโรจน์ (Country Print Category Manager) บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ HP ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์เครื่องพิมพ์ชั้นนำระดับโลกก็คือ การไม่หยุดนิ่งที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับตลาด ซึ่งการนำเสนอนวัตกรรมออกมาผ่านเครื่องพิมพ์ของ HP แต่ละรุ่นนั้น เกิดจากการเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างดี ทำให้สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และตอบโจทย์ในเรื่องงานพิมพ์ให้กับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างครบถ้วน ล่าสุดกับการเปิดตัวเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่น “HP PageWide Managed Color MFP P77740Z” หนึ่งในคำตอบที่เข้ามาช่วยสะท้อนภาพของการเป็นผู้นำในเรื่องนวัตกรรมการพิมพ์ที่เน้นประสิทธิภาพ เหมาะกับธุรกิจที่มีจำนวนผู้ใช้ 20-30 คน รองรับการใช้งานได้สูงสุดถึง 30,000 แผ่นต่อเดือน ด้วยความสามารถครบครันในเครื่องเดียวทั้งพิมพ์งาน แฟ็กซ์ สแกนเอกสาร ถ่ายสำเนาทั้งสี และขาว-ดำ สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Network, Wireless, Wifi-Direct และ NFC มาพร้อมกับเทคโนโลยี “PageWide” ลิขสิทธ์เฉพาะของ HP ที่ใช้เทคโนโลยี “Pigment Base” ทำให้ลูกค้ามีต้นทุนในการพิมพ์งานสีต่อแผ่นที่ถูกลงกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์สี ไม่ต้องกังวลหากจำเป็นต้องพิมพ์เอกสารสีในปริมาณมาก และยังพิมพ์ได้เร็วสูงสุดถึง 60 แผ่นต่อนาที รองรับงานพิมพ์ได้ถึงขนาด A3 นอกจากนี้ยังมีตัวหมึกที่สามารถป้องกันความชื้นได้ ทำให้สามารถเก็บเอกสารได้ยาวนาน ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่มีจำนวนอุปกรณ์สิ้นเปลืองจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องถ่ายเอกสารทั่วไป ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา
ปรัชญาสำคัญของ HP ที่ยึดเป็นแนวทางในการทำตลาดมาตลอดก็คือ “Keep Reinventing” ซึ่งภายใต้ปรัชญาดังกล่าว เป็นการสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านการพิมพ์ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์งานพิมพ์ให้กับลูกค้าของ HP ซึ่ง “HP PageWide” จะเป็นเครื่องพิมพ์ที่ผสานข้อดีด้านความประหยัด ให้คุณภาพการพิมพ์ที่ดีและรวดเร็ว เพราะมีหัวพิมพ์กว้างเท่ากับหน้ากระดาษ รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเทคโนโลยี PageWide ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการพิมพ์ ไม่มีกลิ่น ไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นผงและความร้อน ทั้งยังช่วยประหยัดค่าไฟได้มาก นอกจากนี้ HP ยังนำเสนอ HP PageWide Managed Color MFP E77650dn เพื่อองค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยความเร็วสูงสุด 70 แผ่นต่อนาที รองรับผู้ใช้งาน 30-50 คน ที่ workload สูงสุด 50,000 แผ่นต่อเดือน โดยสามารถให้สิทธิ์การใช้งานแตกต่างกันในแต่ละบุคคลได้ตามความต้องการ พร้อมระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลก สามารถตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบ รีบู๊ทและซ่อมแซมตัวเองได้อัตโนมัติ ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ รวมไปถึงรองรับการทำโซลูชั่นต่างๆ และซอฟท์แวร์อื่น เพื่อการจัดการทรัพยากรในออฟฟิศ เช่น รายงานปริมาณการพิมพ์ของแต่ละผู้ใช้ แต่ละฝ่าย เพื่อนำไปช่วยกำหนดนโยบาย หรือแผนงานขององค์กรในระดับต่างๆอีกด้วย

Go To Lead


ชาวเอเชีย 'ฮิต'ท่องเที่ยว 'แบบครอบครัว' สูงสุด
นายจอห์น บราวน์ ประธานกรรมการบริหารอโกด้า เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเติบโตรวดเร็วมาก และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก็มีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะตน เราจึงมุ่งมั่นนำเสนอที่พักหลากหลายรูปแบบ ในราคาที่เหมาะกับงบประมาณของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บ้านพักตากอากาศ หรือแม้แต่ที่พักที่ดัดแปลงจากปราสาท นอกจากนี้เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นในการเลือกที่พัก เรายังมีตัวช่วยคัดกรองที่พักที่เหมาะกับครอบครัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาที่พักที่มีบริการพี่เลี้ยงเด็ก คิดส์คลับ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ห้องครัว พร้อมทั้งขอรับบริการห้องที่เชื่อมถึงกันได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างประสบการณ์การจองที่พักและการเดินทางกับครอบครัวให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น การได้ใช้เวลาด้วยกันคือแรงจูงใจสำคัญของการท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ในยุคปัจจุบันที่สมาชิกครอบครัวใช้เวลาด้วยกันน้อยลง เนื่องจากต้องทำงานมากขึ้น และมีภารกิจส่วนตัวมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า สิ่งที่นักเดินทางทั่วโลกคาดหวังในการไปเที่ยวกับครอบครัวคือการได้ใช้เวลาร่วมกัน (68%) การพักผ่อน (66%) และการได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ (46%)
จากการสำรวจพบว่า เมื่อเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ชาวอังกฤษและชาวสิงคโปร์เป็นชาติที่ชอบออกไปผจญภัยมากที่สุด โดยครอบครัวจากสองชาตินี้ชอบออกไปสำรวจและเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ มากที่สุด คิดเป็น 48% และ 46% ตามลำดับ ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวไทยสนใจเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆน้อยกว่า โดยคิดเป็น 29% เท่านั้นสิ่งที่นักท่องเที่ยวกังวลใจที่สุด เมื่อสอบถามถึงความกังวลในการเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ผลสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทริป (36%) คุณภาพที่พัก (21%) และการทะเลาะกันของสมาชิกในครอบครัว (16%) ซึ่งทั้งสามข้อถือเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุดของนักท่องเที่ยวทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจะมีความกังวลน้อยที่สุดเมื่อไปเที่ยวกับครอบครัว โดยเกือบ 1 ใน 3 หรือราว 27% ตอบว่าไม่กังวลกับเรื่องใดๆเลย เทรนด์การท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ประจำปี 2018 ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเดี่ยว (พ่อแม่-ลูก) 86% เดินทางกับปู่ย่าตายาย และ/หรือ หลานๆ 68% และเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ 33% ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวโดยเฉลี่ยประมาณ 8 ครั้งต่อปี 14 คืนขึ้นไป คือระยะเวลาการเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมมากที่สุด ความคาดหวัง 3 อันดับแรกเมื่อนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเที่ยวกับครอบครัว คือ คาดหวังว่าจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว 66% คาดหวังว่าจะได้พักผ่อน 63% และคาดหวังว่าจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ 36% ความกังวล 3 เรื่องหลักเมื่อชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว คือการเจ็บไข้ได้ป่วย 31% คุณภาพที่พัก 24% และการสูญเสียความเป็นส่วนตัว 13%

Go To Lead


'กฟน.-นิสสัน' ติดตั้งเครื่องอัดประจุไไฟ้ายานยนต์
นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า ปีนี้มุ่งเป็นผู้นำเทคโนโลยีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย ได้เตรียมความพร้อมรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทดแทนรถยนต์น้ำมันในอนาคต เนื่องจากเป็นพลังงานที่สะอาดและประหยัด โดย กฟน. ได้ร่วมสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการลงนามบันทึกความเข้าใจกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องหลายราย ซึ่งการลงนามกับ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยให้มีเพิ่มมากขึ้น โดย กฟน. จะเป็นผู้ดำเนินการให้บริการด้านระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการอัดประจุไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างความปลอดภัยในระบบไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าของนิสสัน และเป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่บุคลากรของบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เช่น ตัวแทนจำหน่ายส่วนงานบริการลูกค้าช่างประจำศูนย์บริการ เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นการตอบสนองต่อแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in hybrid electric vehicle : PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery electric vehicle : BEV) รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2579
เป็นความร่วมมือกับองค์กรภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ นอกจากนี้ กฟน. ยังได้มีการจัดทำ “MEA EV Application” ที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายบนสมาร์ทโฟน เวอร์ชันล่าสุด 2.0 รองรับการใช้งานทั้งระบบ IOS และ Android สำหรับการค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าการจองหัวชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ มีระบบนำทางไปยังสถานีชาร์จพร้อมควบคุมการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าผ่านระบบรีโมทด้วยแอปพลิเคชันทันที การแจ้งข้อมูลประวัติการชาร์จ การคำนวณอัตราการประหยัดพลังงาน รวมถึงฟังก์ชันอื่น ๆ ที่จะจัดทำเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในอนาคต

Go To Lead


'หนุน'ชาวไร่ปลูกต้นกัญชงและกัญชา
นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ยสท.เตรียมขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อชดเชยรายจากการขายยาสูบที่หายไปจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ รวมทั้งช่วยเหลือชาวไร่ใบยาที่ได้รับกระทบ โดยส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทนใบยาสูบ เบื้องต้นคาดว่าจะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกัญชงและกัญชา หากพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ ได้รับการปลดออกจากพืชควบคุมตามกฎหมาย เบื้องต้นคาดว่ากัญชงจะถูกถอดออกจากพืชควบคุมก่อน ซึ่งขณะนี้ ยสท.ได้หารือกับหลายประเทศที่มีการทำอุตสาหกรรมต่อยอดจากต้นกัญชง ซึ่งหาก ยสท.ต้องมาทำธุรกิจดังกล่าว ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยาว่ามีผู้รับซื้อแน่นอน
ต้นและใบกัญชง สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ทั้ง เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงาน ซึ่ง ยสท.อยู่ระหว่างการศึกษาทั้งระบบอุตสาหกรรม และในเดือน ก.ย. เตรียมไปหารือกับบริษัทที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง ซึ่งสามารถแปรรูปทำได้ถึง 27 ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม คอลลาเจน ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะรับซื้อกัญชงจาก ยสท.หรือไม่สมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

Go To Lead

  --  
iClickNews.com