Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

สสล.-เชลล์ 'ลุย' โครงการสถานีบริการน้ำมันรวบรวมขยะอันตราย โฮมโปร 'เจาะ'ทำเลทอง กรุงเทพตะวันออก
K PLUS MARKET TMB ให้คุณเที่ยวได้สนุกสุดฟิน พร้อมรับส่วนลด 10%
CPF เปิดตัวระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัล แคนนอน 'ชู'กล้อง EOS 1500D- EOS 3000D
MICE ไทย ผงาด No.1“จุดหมายปลายทางสุดฮิต” 'ช่วย' เกษตรกรปลูกกระเทียมภาคเหนือ

สสล.-เชลล์ 'ลุย' โครงการสถานีบริการน้ำมันรวบรวมขยะอันตราย
นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครลงนามข้อตกลงความร่วมมือโครงการสถานีบริการน้ำมันรวบรวมขยะอันตราย ระหว่างกรุงเทพมหานครกับบริษัทเชลล์ แห่งประเทศไทย จำกัด กำหนดเป้าหมายรวบรวมขยะอันตรายจากอาคารบ้านเรือนและ ชุมชน ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพหรือภาชนะบรรจุต่างๆ ที่มีองค์ประกอบหรือปนเปื้อนวัตถุ/สารอันตรายเช่น ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ แบตเตอรี่ กระป๋องยาฆ่าแมลง ยาหมดอายุ ขวดเครื่องสำอาง ขวดน้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น โดยบริษัทเชลล์ฯ จะกำหนดจุดทิ้งขยะอันตราย (Drop off) ในสถานีบริการน้ำมันเชลล์ทุกแห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน106 สถานี พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้แก่ประชาชนในการคัดแยกขยะอันตรายออกจากขยะอื่น ๆ นอกจากนี้กรุงเทพมหานครจะได้ตั้งวางถังรองรับขยะ อื่นๆอีก ได้แก่ ถังขยะรีไซเคิล ถังขยะเศษอาหารหรือขยะอินทรีย์ และถังขยะทั่วไป และยังเป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ. 2560 และแผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559 - 2564 และแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี พ.ศ. 2556 - 2575 เพื่อแยกขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไป เพื่อนำไปกำจัดด้วยวิธีที่ปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินการดังกล่าว จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการทิ้งขยะอันตราย และยังมีจุดทิ้งขยะแยกประเภทในจุดที่เหมาะสม ทั้งนี้ ยังเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร

Go To Lead


โฮมโปร 'เจาะ'ทำเลทอง กรุงเทพตะวันออก
นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า โฮมโปร ได้มีการขยายธุรกิจในรูปแบบใหม่ เพื่อตอบรับกับความต้องการซื้อของกลุ่มลูกค้าที่ชอบความสะดวกสบาย และซื้อสินค้าเกี่ยวกับบ้านได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเพื่อซ่อมแซม ต่อเติม ตกแต่งบ้าน อุปกรณ์จัดเก็บ และ DIY จึงได้เกิด “HomePro S” สโตร์รูปแบบใหม่ของ “โฮมโปร” ชูจุดเด่น 3S ตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้ง “SMART” สะดวก ช้อปง่าย สบาย ใกล้บ้าน เพราะตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าใกล้บ้าน “SELECT” คัดสรรสินค้า ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในการปรับปรุง ซ่อมแซม ดูแลรักษา “SERVICE” ครบครันทุกบริการเพื่อคนรักบ้าน เหมือนสโตร์ใหญ่ สำหรับ “HomePro S” สาขาบิ๊กซี บางนา เปิดเป็นสาขาที่ 2 ของปี 2561 สาขาแรกที่ “The Paseo Park” กาญจนาภิเษก ซึ่ง HomePro S เปิดดำเนินการในปี 2559 เป็นปีแรก โดยให้บริการ 2 สาขา ได้แก่ สาขาเทอร์มินอล 21 โคราช สาขา พาซิโอ ลาดกระบัง และในปี 2560 อีก 1 สาขา ได้แก่ ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย และจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อรองรับความสะดวกสบายให้กับกลุ่มลูกค้า ที่ซื้อสินค้าเกี่ยวกับบ้านได้ง่ายขึ้น
Home Pro S “บิ๊กซี บางนา” ตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 2 ซึ่งจะเป็นแหล่งช้อปปิ้งเรื่องบ้านที่ทันสมัยที่สุดของกรุงเทพตะวันออก เป็นอีกหนึ่งทำเลทอง ทั้งเรื่องของการเดินทาง ศูนย์รวมแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย และความเจริญ เนื่องจากเป็นช่วงการขยายตัวของเมืองจากใจกลางกรุงเทพฯ มาสู่ทำเลรอบนอกอย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ที่มีกำลังซื้อ และตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีเหมาะกับ ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุค 4.0 โดยเพิ่มช่องทางการช้อปให้สะดวกสบายมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงสินค้า และบริการได้ทุกช่องทาง สร้างประสบการณ์ใหม่ในการช้อปออนไลน์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Click & Collect ซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ ลูกค้าสามารถกำหนดช่วงเวลารับสินค้า โดยสามารถรับสินค้าได้ที่โฮมโปร ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือจัดส่งให้แบบ Deliveryนอกจากความพิเศษของสโตร์รูปแบบใหม่แล้ว “HomePro S” บิ๊กซี บางนา ยังขนโปรโมชั่นดีๆ อีกมากมายเพื่อมาฉลองการเปิดสาขาใหม่ HomePro S สาขา บิ๊กซี บางนา ศูนย์รวมความสุขสไตล์ใหม่ สะดวกสบาย ใกล้คุณ พร้อมเปิดประสบการณ์การช้อป และโปรโมชั่นสุดพิเศษ ได้ตั้งแต่ 18 พ.ค. – 4 ก.ค. 61 พร้อมเปิดบริการทุกวัน 10.00 - 22.00 น โทร 02-080-5650 หรือ. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center หมายเลข 1284 และ www.homepro.co.th FB : homeprothailand

Go To Lead


K PLUS MARKET
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยลอนช์ K PLUS MARKET เป็นช่องทางออนไลน์สำหรับขายสินค้าและบริการจากกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยต่างๆ ทั้งจากเกษตรวิสาหกิจชุมชน กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคาร กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการ K PLUS SHOP โดยมีหลักเกณฑ์การคัดสรรสินค้าและบริการคือ เป็นร้านค้าที่จดทะเบียนถูกต้อง สินค้าได้รับอนุมัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสินค้าเช่น อย. มอก. หรืออื่นๆ ตามที่สคบ. และหน่วยงานราชการกำหนด รวมถึงมีกำลังการผลิตที่ชัดเจน สามารถจัดส่งจนถืงมือลูกค้าที่ซื้อสินค้าได้อย่างเรียบร้อย โดยผู้ประกอบการรายย่อยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการจำหน่ายสินค้าบน K PLUS MARKET ตลอดจนไม่มีค่าพื้นที่หรือค่าโฆษณาใดๆ ธนาคารร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม สร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการทั้งที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการในชุมชน ตอบรับกับพฤติกรรมการจับจ่ายบนออนไลน์ของผู้บริโภค ด้วยการนำสินค้าจากร้านค้าในหมู่บ้านอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industry Village – CIV) และร้านค้าในเครือข่าย ขึ้นจำหน่ายบน K PLUS MARKET เช่น เงาะอบแห้งแบรนด์ ‘อัยยะ’ โดยธนาคารจะเป็นสื่อกลางการติดต่อซื้อขายที่รวบรวมสินค้าหรือบริการจากร้านค้าในหมู่บ้านอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้การซื้อขายสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดข้อจำกัดเรื่องเวลา
K PLUS MARKET มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผลเข้ากับระบบ Machine Commerce ทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์สินค้าและบริการ เพื่อนำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายเป็นรายบุคคลได้ตรงความต้องการ ทั้งตรงใจในตัวสินค้า และตรงเวลาที่ลูกค้าจะต้องการสินค้าเหล่านั้นพอดี ซึ่งเป็นการมอบประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการ K PLUS โดยปัจจุบันลูกค้าสามารถซื้อสินค้าและบริการผ่าน K PLUS MARKET ได้ ผ่านเมนู Hot Deals หรือ โปรโดนใจ ในหน้าแรกของ K PLUS ทำการเลือกสินค้า จำนวนสินค้าที่ต้องการ กดยืนยันการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน K PLUS ได้ทันที K PLUS MARKET จะเป็นเครือข่ายตลาดนัดออนไลน์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการขยายตลาดออนไลน์ ทำให้ร้านค้าที่เป็นลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อยของธนาคารได้พบกับลูกค้าที่ใช้งาน K PLUS กว่า 8.1 ล้านราย และจะเพิ่มเป็น 10.8 ล้านรายในสิ้นปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายการสินค้าจำหน่ายบน K PLUS MARKET มากกว่า 30,000 รายการ และมีมูลค่าธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มนี้ราว 630 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2561 ผู้ประกอบการที่ต้องการจำหน่ายสินค้าบน K PLUS MARKET ติดต่อ K-Biz Center โทร 02-888-8822 และนำส่งเอกสารแนะนำร้านค้าได้ทาง KPLUSMARKET@KASIKORNBANK.COM

Go To Lead


TMB ให้คุณเที่ยวได้สนุกสุดฟิน พร้อมรับส่วนลด 10%
บัตรเครดิต ทีเอ็มบี (TMB) ให้คุณได้ท่องเที่ยวกันแบบสุดคุ้มกับโปรโมชั่น “เอ็กซ์พีเดีย (Expedia)” รับความพิเศษถึง 2 ต่อ ต่อที่1 รับส่วนลด 10% สำหรับการสำรองห้องพักผ่าน www.expedia.co.th/TMB จองได้ 15 พ.ค.-31 ต.ค. 61 เข้าพัก 15 พ.ค. - 31 ธ.ค. 61 และต่อที่2 รับเงินคืน 10% หรือสูงสุด 3,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป รับเงินคืน 500 บาท/บัตร/เดือน (จำกัด 1 สิทธิ์/บัตร/เดือน รวมสูงสุด 6 สิทธิ์/บัตร ตลอดรายการ) ลงทะเบียน SMS รับสิทธิ์ พิมพ์ TMBEP ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต TMB 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 ลงทะเบียนครั้งเดียวสามารถใช้ได้ตลอดรายการ ระยะเวลาโปรโมชั่น 15 พ.ค. – 31 ต.ค. 61 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558 หรือ www.tmbbank.com/promotion

Go To Lead


CPF เปิดตัวระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัล
นายวีรชัย รัตนบานชื่น ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัลตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร เป็นระบบตรวจสอบที่แม่นยำ รวดเร็วและโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เป็นประโยชน์ในการสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และสนับสนุนให้บริษัทเป็นผู้นำด้านคุณภาพและอาหารปลอดภัยของโลก ระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัล จะช่วยควบคุมการผลิตตลอดห่วงโซ่อาหารและลดความเสี่ยงด้านคุณภาพความปลอดภัยทางอาหาร ช่วยควบคุมปัญหา ลดการสูญเสียและผลกระทบทางธุรกิจ สู่การจัดการอย่างยั่งยืน ที่สำคัญผู้บริโภคสามารถตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัทฯ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัลของซีพีเอฟ เป็นซอฟแวร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานเทคโนโลยีและสารสนเทศของบริษัท โดยเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดในห่วงโซ่การผลิตแบบ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจแบบครบวงจรของซีพีเอฟ ซึ่งนำไปใช้ทดแทนระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบดั้งเดิมที่ต้องมีการจดบันทึกข้อมูลและเก็บหลักฐาน
ซีพีเอฟ ได้เร่งจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัล ให้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟในประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 และเป็นต้นแบบขยายไปต่างประเทศให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 โดยปฏิบัติตาม”นโยบายการตรวจสอบย้อนกลับในเรื่องอาหารของซีพีเอฟ” รวมทั้งติดตั้งซอฟแวร์ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าที่เหมาะสม เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิตัล (Digital Traceability) ที่รวดเร็ว แม่นยำและโปร่งใส

Go To Lead


แคนนอน 'ชู'กล้อง EOS 1500D- EOS 3000D
แคนนอน ผู้นำด้านเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลและอิมเมจจิ้งระดับโลก เปิดตัว EOS 1500D และ EOS 3000D กล้องดีเอสแอลอาร์ระดับเริ่มต้นรุ่นใหม่ในตระกูล EOS มาพร้อมฟังก์ชันประสิทธิภาพสูงและอินเทอร์เฟซที่ใช้ง่าย เหมาะสำหรับนักถ่ายภาพมือใหม่ที่อยากพัฒนาฝีมือจากการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนมาเป็นการถ่ายภาพด้วยกล้องที่ฉลาดและให้ภาพถ่ายคุณภาพดีกว่า ทั้งสองรุ่นใช้ชิปประมวลผลภาพ DIGIC 4+ และเซ็นเซอร์ภาพ APS-C CMOS ความละเอียด 21.4 ล้านพิกเซล และ 18 ล้านพิกเซลตามลำดับ เพื่อภาพที่คมชัดแม้ถ่ายในสภาพแสงน้อย และในรุ่น EOS 1500D ยังมาพร้อมเลนส์คิทที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว ความสามารถหลากหลาย ควบคุมได้ดังใจ เซ็นเซอร์ APS-C CMOS ที่ใช้ในกล้องทั้งสองรุ่นมีขนาดใหญ่กว่าเซ็นเซอร์มาตรฐาน 1/3.2 ในกล้องสมาร์ทโฟนถึง 19 เท่า จึงตรวจจับแสงได้อย่างยอดเยี่ยมและให้ประสิทธิภาพในการถ่ายภาพสูงกว่า แม้ในสภาพแสงน้อยกล้องทั้งสองรุ่นก็สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงและเก็บรายละเอียดได้ชัดเจนEOS 1500D และ EOS 3000D มีช่องมองภาพแบบออปติคัลที่ให้ภาพแบบเรียลไทม์ ช่วยในการโฟกัสและจับภาพอย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าจากการประมวลผลภาพ จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกล้องทั้งสองรุ่นยังพร้อมตอบสนองความนิยมในการถ่ายวิดีโอ ด้วยฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอความละเอียดระดับ Full HD เพื่อฟุตเทจที่ดูสวยงามและมีชีวิตชีวา หลากหลายฟีเจอร์ใช้สะดวกไม่ยุ่งยาก เพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพด้วยโหมดการถ่ายภาพที่มีให้เลือก 6 แบบ ได้แก่ portrait, landscape, close-up, sports, night portrait และ food mode ปรับเปลี่ยนได้สะดวกด้วยแป้นปุ่มเดียว นอกจากนี้ EOS 1500D และ EOS 3000D ยังมี Creative Filters ให้เลือกอีก 5 แบบ ให้ผู้ใช้ได้ทดลองสร้างสรรค์หรือขับเน้นอารมณ์ของภาพด้วยเอฟเฟกต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น soft focus feel, toy camera effect, fish-eye-effect, miniature effect และ grainy black and white effect
กล้องทั้งสองรุ่นมีโหมด Scene Intelligent Auto ที่จะวิเคราะห์สถานการณ์การถ่ายภาพโดยอัตโนมัติและปรับรายละเอียดของภาพให้ดูสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการเคลื่อนไหวหรือคอนทราสต์ในภาพ กล้องทั้งสองรุ่นยังมี Feature Guide เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มือใหม่เข้าใจการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ของกล้องได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงโหมด Creative Zone เพื่อการสร้างสรรค์ภาพถ่ายแบบต่างๆ ด้วยการตั้งค่าให้เหมาะสมเพื่อให้ภาพออกมาตรงหรือใกล้เคียงกับความต้องการมากที่สุดด้วยฟังก์ชันใช้ง่ายเหล่านี้ ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายภาพได้อย่างมืออาชีพ เติมเต็มทุกความคิดสร้างสรรค์ พร้อมแชร์ในโซเชียลมีเดียได้ทันทีเชื่อมต่อไม่มีสะดุด แชร์ภาพได้ทันใจEOS 1500D และ EOS 3000D รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Wi-Fi โดยใช้แอปพลิเคชัน Canon Camera Connect เพื่อแชร์ภาพและวิดีโอไปยังโซเชียลมีเดีย EOS 1500D ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน NFC (Near-Field Communication) อีกด้วยCanon Camera Connect ยังใช้ในการสั่งถ่ายภาพจากระยะไกล รวมถึงการปรับตั้งค่าการทำงานของกล้อง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วชัตเตอร์ รูรับแสง ความไวแสง ได้โดยตรงจากสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกในการถ่ายเซลฟี่และภาพหมู่ รวมถึงการทดลองถ่ายภาพในมุมกล้องที่แปลกใหม่ได้ตามต้องการ กล้อง Canon EOS 1500D พร้อมเลนส์ EF-S 18-55 f3.5-5.6 IS II มีจำหน่ายแล้วในราคา 19,890 บาท ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์แคนนอนทั่วประเทศ และ EOS 3000D พร้อมเลนส์ EF-S 18-55mm DC III ราคา 15,900 บาท โดยมีจำหน่ายเฉพาะที่ร้านบิ๊กคาเมร่าเท่านั้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.canon.co.th

Go To Lead


MICE ไทย ผงาด No.1“จุดหมายปลายทางสุดฮิต”
นายสุกิจ ตันสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด เปิดเผยกับ นิตยสาร ไอคลิกแมกดอทคอม (www.iclickmag.com) ว่า ) ประเทศไทยมีความพร้อมด้าน MICE ในหลายด้าน ทั้งบริการต้อนรับ ความคุ้มค่า ความหลากหลายอาหารและกิจกรรมไมซ์ รวมทั้งวัฒนธรรมไทย และความน้อบน้อมของคนไทย ผลการสำรวจพบว่า TOP 10 ประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมนักเดินทางไมซ์อยากกลับมาจัดกิจกรรมไมซ์ซ้ำ 1.ไทย 2. ญี่ปุ่น 3.สิงคโปร์ 4.ฮ่องกง 5.ออสเตรเลีย 6.สหรัฐอเมริกา 7.เยอรมนี 8.สวิสเซอร์แลนด์ 9.อังกฤษ 10. จีน ส่วนปัจจัยพื้นฐานที่จุดหมายปลายทางไมซ์จำเป็นต้องมี คือ ความคุ้มค่าเงิน มีที่พักที่ได้มาตรฐานสากล การเดินทางไป-กลับจากประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์มีความสะดวกทั้งโดยเครื่องบินและรถไฟ ความเชี่ยวชาญในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ และการกำกับดูแลที่ดีสอดคล้องตามหลักนโยบายการดำเนินธุรกิจ / หลักบรรษัทภิบาล และเมื่อวิเคราะห์โดยจำแนกปัจจัยเด่นตามกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่าง พบว่า ผู้ประกอบการไมซ์จะคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางในประเทศ นักเดินทางไมซ์คำนึงถึงการต้อนรับและความคุ้มค่า นักธุรกิจจะคำนึงถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของจุดหมายปลายทางที่ดี ส่วนสมาคมและองค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์ จะคำนึงถึงการควบคุมในเรื่องต้นทุนด้านที่พัก ความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง
ด้านกิจกรรมที่สร้างความประทับใจสำหรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ คือ การประชุมเจรจาธุรกิจที่ทำนัดไว้ล่วงหน้าในระหว่างเข้าร่วมงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งานประชุม และงานแสดงวัฒนธรรม / โชว์การแสดงซึ่งจัดขึ้นภายในงานประชุมนานาชาติหรืองานแสดงสินค้านานาชาติ ตามลำดับ ดังนั้นผู้ประกอบการไมซ์ในประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบกับทีเส็บเองจะต้องมีการสื่อสารเกี่ยวกับประเทศไทยให้มากขึ้นในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศที่ง่ายและสะดวก มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี มีกิจกรรมพิเศษนอกเหนือจากงานไมซ์มากมายให้เลือก อาหารในระดับเวิลด์คลาส และการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ของประเทศที่จัดกิจกรรมไมซ์ในอุดมคติ จากข้อมูลพบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ควรมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งที่มีอยู่ปัจจุบัน คือการอำนวยความสะดวกทุกด้าน การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน และความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านบริการและการต้อนรับ ประเพณีวัฒนธรรม และอาหารของประเทศไทย

Go To Lead


'ช่วย' เกษตรกรปลูกกระเทียมภาคเหนือ
นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในจังหวัดต่างๆ เตรียมความพร้อมรับมือกับผลผลิตทางการเกษตรที่ออกสู่ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ล่าสุดสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ได้ทำการประสานนำผลผลิตกระเทียมแห้ง คัดเกรดมัดจุกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำไปจำหน่ายยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อช่วยระบายผลผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร โดยตั้งราคาไว้ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเข้ามาซื้อกันเป็นจำนวนมาก เพราะผลผลผลิตมีคุณภาพดี และยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจจะทำคำสั่งซื้อ เช่น สมาคมแม่บ้านทหารบก รวมถึงมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่สนใจจะสั่งซื้อด้วย โดยอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยา ได้เข้าไปดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ โดยช่วยกระจายลิ้นจี่คุณภาพ ซึ่งเป็นลิ้นจี่ที่ใช้กระดาษห่อผลสดก่อนเก็บเกี่ยว ทำให้ผิวสวย รสชาติหวานหอม กรอบ อร่อย เนื้อแห้ง สามารถขยายตรงสู่ผู้บริโภคสามารถจำหน่ายได้ราคา 80 -120 บาท/กก. ซึ่งพื้นที่จำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

Go To Lead

  --  
iClickNews.com