Go to www.iclicknews.com
World-ASEAN News

ก.พ.'ขยาย'อายุวัยเกษียณ 63 ปี บูทิค คอร์ปอเรชั่น เปิดโครงการมิกซ์ยูส ‘ซัมเมอร์พ้อยท์’
ซัมมิท แคปปิตอล 'รุก' สินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ “ฟิลลิปประกันชีวิต” บริการ eLOAN
เมืองไทย Smile Club ชวนสมาชิกฯ “ลุ้นโชคใหญ่ Sea (Group) เปิดตัวยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative”
ททท.-พันธมิตร'เจาะ' ตลาด Hi End 'วิรัตน์' นั่งผู้บริหาร ไทยออยล์
หลักสูตรเกษตรกรผู้นำ ปั้นสู่ Smart Farmer

ก.พ.'ขยาย'อายุวัยเกษียณ 63 ปี
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (5) และมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 27 มาตรา 33 มาตรา 40 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ก.พ. โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี จึงออกกฎ ก.พ. ไว้ ดังต่อไปนี้ เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.พ. ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป พ.ศ. 2552 เพื่อให้สามารถนำระยะเวลาของการเคยดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป หรือประเภททั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป ซึ่งมีระยะเวลาต่อเนื่องกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มาใช้เป็นคุณสมบัติในการได้รับการพิจารณาให้สามารถรับราชการต่อไป เมื่อสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ได้อันเป็นการบรรเทาปัญหาความขาดแคลนบุคลากรในสาขาที่เป็นภารกิจสำคัญของรัฐ และเพื่อรองรับปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.พ. นี้ สำนักงาน ก.พ. ได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวบนเว็บไซต์ ดังนี้ เพื่อศึกษาขอขยายแนวทางการขยายเกษียณจากราชการระยะหนึ่งแล้ว
โดยกำหนดสาระสำคัญให้การขยายหรือปรับอายุเกษียณและการขยายอายุราชการทำงานเป็นมาตรการ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ รวมถึงสนับสนุนให้บุคลากรภาครัฐทำงาน หรือมีอาชีพหลังเกษียณ และบริหารกำลังคนภาครัฐในช่วงวัยต่างๆ อย่างเหมาะสม สำหรับแนวทางการขยายอายุเกษียณ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมกำหนดให้ สำนักงาน ก.พ.ศึกษาเพิ่มเติมประเด็นที่เกี่ยวกับการขายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี โดยใช้เวลา 6 ปี คือ 2 ปี ขยาย 1 ปี ซึ่งไม่ครอบคลุมหน่วยงานที่ต้องใช้ศักยภาพทางร่างกาย ทั้งนี้ กำหนดเป้าหมายให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกษียณอายุราชการที่ 63 ปี ในปี พ.ศ.2567 โดยวิธีดำเนินการ ทางสำนักงาน ก.พ.อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อจัดทำรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การศึกษาเพื่อกำหนดอายุที่ควรเกษียณจากราชการ และอายุที่ควรเกษียณจากงาน เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอต่อไป ปัจจุบันตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งอายุครบ 60 ปี บางตำแหน่งสามารถรับราชการต่อไปได้อีกไม่เกิน 10 ปี อยู่แล้ว ได้แก่ ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป และประเภททั่วไประดับอาวุโสขึ้นไป ในลักษณะงานจำนวน 8 สายงาน โดยให้ อ.ก.พ.กระทรวงเป็นผู้พิจารณาข้าราชการตามเหตุผลความจำเป็น

Go To Lead


บูทิค คอร์ปอเรชั่น เปิดโครงการมิกซ์ยูส ‘ซัมเมอร์พ้อยท์’
นายปรับ ทักราล ประธานและกรรมการผู้จัดการกลุ่ม บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เราได้เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่แถวสุขุมวิทตอนกลางที่ต้องการพื้นที่เชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากความสำเร็จของโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ ที่มีผู้เช่าเต็มพื้นที่ และมากถึง 90% ในส่วนของอาคารสำนักงานให้เช่าอย่างซัมเมอร์ฮับ ออฟฟิศ โดยในส่วนของโครงการมิกซ์ยูส อย่าง ซัมเมอร์พ้อยท์ นี้ตั้งอยู่ใจกลางริมถนนสุขุมวิท และสามารถเดินถึงรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพระโขนงได้ในระยะไม่กี่ก้าว และห่างเพียงไม่กี่ร้อยเมตรจากทางขึ้นทางด่วน ซัมเมอร์พ้อยท์ สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองและผู้ใช้บริการพื้นที่ได้เป็นอย่างดีทั้ง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของการทำงาน สถานที่รับประทานอาหารและการช้อปปิ้ง หรือจะออกกำลังกาย แวะสังสรรค์กับเพื่อก็ยังได้เพราะตัวโครงการอยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าวจาก ซัมเมอร์ฮิลล์ ซัมเมอร์พ้อยท์ ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เช่าสามารถจัดสรรพื้นที่ได้ตามต้องการและยังสะดวกสบายต่อการใช้งาน ชั้นล่างสุดของโรงการจะมีร้านกาแฟและร้านอาหารต่างๆให้เลือกสรร โดยในส่วนของชั้นสองถูกออกแบบมาให้มีเพดานสูงกว่าปกติเสมือนเป็นพื้นที่สองชั้นเพราะมีระเบียงขั้นกลางระหว่างชั้นเพื่อรองรับสำหรับเป็นพื้นที่ให้กับ co-working space ในส่วนของพื้นที่ชั้นสามถึงชั้นที่ห้าได้ออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า โดยมีขนาดให้เลือกสรรระหว่าง 115 ตารางเมตร ไปจนถึง 1,250 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ใต้ดินสองชั้นเต็มสำหรับจอดรถ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ภายในโครงการ
นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร (สองจากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจจาก บูทิค เพื่อเป็นตัวแทนบริหารปล่อยพื้นที่ให้เช่าอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจใจกลางย่านสุขุมวิทนี้ ความต้องการของพื้นที่สำหนักงานที่ยืดหยุ่นได้นี้มีมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากเทรนด์ของไลฟ์สไตล์เด็กยุคใหม่ที่ต้องการมองหาสถานที่ที่สามารถทำงานและพักผ่อนได้ในที่เดียว เรามั่นใจว่า ซัมเมอร์พ้อยท์ จะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนกับโครงการในเฟสแรกที่เปิดไปแล้วอย่าง ซัมเมอร์ฮิลล์ และซัมเมอร์ฮับ ออฟฟิศ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสองบริษัท จะสามารถพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ตอบโจทย์และเป็นศูนย์กลางด้านการใช้ชีวิตผ่านการผสมผสานพื้นที่เชิงพาณิชย์และพื้นที่สำนักงานให้เช่าเพื่อก่อให้เกิดความสะดวกสบายสูงสุดต่อผู้ใช้พื้นที่และผู้อาศัยโดยรอบได้อย่างแท้จริง โครงการซัมเมอร์พ้อยท์ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2563 ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 5,500 ตารางเมตรที่ผสมกันระหว่างพื้นที่ร้านค้าและสำนักงานให้เช่า

Go To Lead


ซัมมิท แคปปิตอล 'รุก' สินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์
นายวิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2562 ซัมมิท แคปปิตอล มีผลการดำเนินงานในภาคกลางเป็นที่น่าพอใจ โดยมีอัตราการเติบโตของจำนวนสัญญาสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 7 หรือประมาณ 5,000 สัญญา และมีอัตราการเติบโตสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 23 ซึ่งถือว่าเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ เราจึงตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 3 จังหวัด และเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน สามารถให้บริการลูกค้า ในพื้นที่ใกล้เคียงได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซัมมิท แคปปิตอล สาขาลพบุรี จะให้บริการในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยมีพันธมิตรดีลเลอร์ 29 ราย หรือ 60 โชว์รูม มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ฝ่ายติดตามหนี้ และฝ่ายควบคุมและตรวจการปฏิบัติการสินเชื่อ รวม 12 คน ทั้งนี้มั่นใจสามารถรองรับลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าวได้ประมาณ 300-400 รายต่อเดือน
ปัจจุบัน ซัมมิท แคปปิตอล มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคกลาง อาทิ อ่างทอง ชัยนาท ลพบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังมีการเปิดสาขาใหม่ในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 นี้ตั้งเป้ารุกจำนวนสัญญาของสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รวมทุกภาคเติบโตร้อยละ 6

Go To Lead


“ฟิลลิปประกันชีวิต” บริการ eLOAN
นายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทได้เพิ่มโอกาสและศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจด้วยการนำอินชัวร์เทคมุ่งสู่พัฒนาการบริการ “กู้เงินตามกรมธรรม์ ผ่านโมบายแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “eLOAN” ซึ่งเป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งใน Mobile Application ‘PhillipLife TH’ สำหรับผู้เอาประกันของบริษัทปัจจุบัน ทั้งนี้บริการ eLOAN ดังกล่าวเป็นการกู้เงินตามกรมธรรม์ (Policy Loan) ตามเอกสิทธิ์มูลค่าเงินสดที่ระบุในกรมธรรม์ของผู้เอาประกันแต่ละคน ซึ่งสามารถใช้สิทธินี้ ดำเนินการได้ผ่าน ‘PhillipLife TH’ Application บน Mobile Phone หรือ Tablet ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีเอกสารกระดาษใดๆ มาเกี่ยวข้อง (Paperless) และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันใดๆ โดยจะได้รับเงินกู้โอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้เอาประกันอย่างรวดเร็วไม่เกิน 1-2 วันทำการ (ขึ้นกับเวลาที่ทำการกู้) และในทางกลับกันผู้เอาประกันจะสามารถชำระคืนเงินกู้ด้วยความสะดวกรวดเร็ว โดยข้อตกลงให้ยินยอมการหักเงินจากบัญชีธนาคารของผู้เอาประกัน โดยเบื้องต้นลูกค้าสามารถกู้เงินตามกรมธรรม์ได้สูงสุด 1 แสนบาทต่อครั้ง หรือกู้ได้ไม่เกิน 90% ของมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 8% ต่อปี ทั้งนี้กรมธรรม์ที่สามารถมากู้ได้จะต้องมีมูลค่าเงินสดอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งปัจจุบันพอร์ตการกู้เงินตามกรมธรรม์ (Policy Loan) ผ่านสาขามีมูลค่าประมาณ 500-600 ล้านบาท ลูกค้าประมาณ 50,000 คน คิดเป็น 70,000 กรมธรรม์ โดยปีนี้มีลูกค้ารายใหม่ที่กู้ผ่านสาขาเข้ามาแล้ว 670 ราย มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท
คาดว่าในปี 2562 บริษัทจะมีเบี้ยประกันรับปีแรกอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เติบโต 70% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมาจากยอดขายผ่านช่องทางตัวแทน 800 ล้านบาท และช่องทางอื่นๆ อีก 200 ล้านบาท ในขณะที่เบี้ยรับรวมคาดว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46% YoY ภายใต้สินทรัพย์ลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ด้วยผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่า 4% ต่อปี
“เรามุ่งเน้นนโยบาย “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ในการให้บริการทางการเงินครบวงจร (One Stop Financial Services) ด้วยการมุ่งผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ (InsurTech) เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนเข้าถึงลูกค้า (Networking) ทุกกลุ่ม” นายปรัชญา กล่าว

Go To Lead


เมืองไทย Smile Club ชวนสมาชิกฯ “ลุ้นโชคใหญ่
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ในโลกที่พฤติกรรมความต้องการของลูกค้ามีความเฉพาะบุคคล (Personalized) เป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการอย่างไม่หยุดยั้ง ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นเรื่องของการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าในทุกด้าน ภายใต้สโลแกน “Happiness Means Everything: เพราะความสุขคือทุกอย่าง” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ และเข้าถึงทุกความต้องการที่หลากหลาย ด้วยกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน “เมืองไทย Smile Club” ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านการสร้างสรรค์กิจกรรม ในการส่งมอบความสุข รอยยิ้ม ความประทับใจ สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด ให้สมาชิกฯ "Smile is All Around" เสมอมา
นายสาระ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของสมาชิกฯ ทั่วประเทศ “เมืองไทย Smile Club” พร้อมผลักดันพลังความเป็นที่สุดแห่งความสุขผ่านกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้กับกิจกรรมความสุขผ่านแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี ที่เข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว! กับแคมเปญ “ลุ้นโชคใหญ่ Smile Club จับแจก 2562 ทองคำหนัก 1 กิโลกรัม” พร้อมรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท โดยสมาชิกฯ สามารถร่วมสนุกด้วยการใช้คะแนนสะสม Smile Point เพียง 5 คะแนน ในการแลกคูปองชิงโชค 1 ใบ (แลกได้ไม่จำกัดจำนวน) เพื่อลุ้นรับรางวัลกว่า 500 รางวัล แลกคะแนนได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2562 จับสลากรางวัล วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ณ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต (สำนักงานใหญ่) และประกาศรางวัลวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ทางเว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต โดยสามารถแลกคะแนนสะสม Smile Point ผ่านทาง Smile Service Application หรือ Smileservice.muangthai.co.th หรือ Call Center 1766 กด 4 หรือ ศูนย์บริการลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ ดูรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ Smile is All Around เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Muangthai.co.th เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนดบริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างสรรค์กิจกรรม และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่าน “เมืองไทย Smile Club” ให้ครอบคลุมและเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบันที่มีความต้องการที่หลากหลาย เพื่อตอกย้ำแบรนด์บริษัทของคนหัวคิดทันสมัย ซึ่งในปีนี้เรายังได้เตรียมกิจกรรมพิเศษไว้อย่างมากมาย และมั่นใจว่าในทุกๆ กิจกรรมที่เราได้คัดสรรมานั้น จะได้รับการตอบรับจากสมาชิกเมืองไทย Smile Club เป็นอย่างดีเช่นเคย สมาชิกเมืองไทย Smile Club สามารถติดตามกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ “Smile is All Around” ตลอดทั้งปี ได้ที่เว็บไซต์เมืองไทยประกันชีวิต หรือที่แอปพลิเคชัน Smile Service ดาวน์โหลดหรืออัปเดตเวอร์ชันได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

Go To Lead


Sea (Group) เปิดตัวยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative”
ดร. สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist แห่ง Sea (Group) กล่าว “วันนี้เวลาเราพูดถึงการปรับตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เรามักพูดถึงแต่ด้านของ Hard Skill เช่น เขียนโค้ด ทำโปรแกรม แต่ในด้านของ Soft Skill เช่น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะเชิงวิพากษ์ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในมุมมองของ Sea เห็นว่า การพัฒนาทักษะดิจิทัล ควรให้ความสำคัญทั้ง Hard Skill และ Soft Skill กล่าวคือ ต้องมีการเตรียมพร้อม 2 แบบ หนึ่งคือต้องเตรียมคนให้มีความพร้อมในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เช่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ สามารถดึงความสามารถของเทคโนโลยีออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคนที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) ก็จะมีความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม หลายคนที่เรียนด้านนี้ กลับบอกว่าความสำคัญไม่ใช่เรื่องโค้ดดิ้ง (Coding) เพราะภาษาโค้ดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ควรเข้าใจตรรกะวิธีคิดในการโค้ดดิ้งมากกว่า ส่วนอีกแบบหนึ่งซึ่งถือว่าสำคัญคือ เรื่อง ทักษะพฤติกรรม หรือ Soft Skill ในการทำงานร่วมกับคนอื่น การทำงานเป็นทีมเวิร์ค ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เทคโนโลยีทำแทนมนุษย์ไม่ได้ ฝั่งขององค์กรจะบอกว่าการเรียนรู้เป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้แต่ทุกองค์กรต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับบุคลากร ต้องเพิ่ม“ความกว้าง”ให้ประชาชนทุกระดับเข้าถึงพื้นฐานการใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้แอปพลิเคชั่น การขายของออนไลน์ และเพิ่ม “ความลึก” ด้วยการจับมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรภาครัฐต่าง ๆ เพื่อสอนทักษะใหม่ ๆทั้ง ดาต้าอนาไลติก อีสปอร์ต พัฒนาหลักสูตรทั้งระยะสั้นและในระดับสถาบันการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาด และความสนใจของผู้เรียน ในฐานะผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ Sea จึงริเริ่มยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัลอย่างครบวงจรผ่าน 3 แกนหลัก และเราคาดว่า ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า Sea (Group) จะได้ช่วยส่งมอบประชากรที่มีความพร้อมด้านดิจิทัลกว่า 10 ล้านคน ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวันให้พร้อมเสริมประสิทธิภาพของสังคมโดยรวม
เผย 3 แกนหลักบนยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” Sea (Group) และบริษัทในเครือ อาทิ การีนา (Garena) ช้อปปี้ (Shopee) และแอร์เพย์ (AirPay) จะประยุกต์ใช้ 3 แกนหลักในการพัฒนาทักษะดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ได้แก่; พัฒนาทักษะดิจิทัลแห่งอนาคตให้คนรุ่นใหม่: ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะดิจิทัลในตลาดแรงงานทุกระดับ ตอบสนองกับความต้องการแรงงานฝีมือที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน เช่น การโค้ดดิ้ง พัฒนาเกม บริหารอีสปอร์ต ไปจนถึงการพัฒนา ‘Soft Skill’ ที่จำเป็น เช่น ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม กระจายความรู้และการเข้าถึงทักษะดิจิทัลอย่างทั่วถึงสำหรับคนทุกรุ่น: โปรแกรมที่จัดขึ้นภายใต้ ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” จะมุ่งมั่นในการกระจายความรู้และการเข้าถึงทักษะดิจิทัลอย่างทั่วถึง สู่ประชากรในทุกอาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกวัย เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การช่วยให้ SME ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ สร้าง”สะพาน” เชื่อมโยงแต่ละภาคส่วนภายในอุตสาหกรรม อาทิ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และ ภาคนโยบาย: เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจเกิดช่องว่างระหว่างภาควิชาการและการปฏิบัติจริง โปรแกรมที่จัดขึ้นภายใต้ ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” จึงมุ่งมั่นจะเชื่อมโยงภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักวิชาการและนักศึกษาได้นำความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้ตอบโจทย์ทางธุรกิจจริงๆ ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” ได้ริเริ่มหลังจาก Sea (Group) ฉลองครบรอบ 10 ปีอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Sea(Group) ได้ส่งโครงการที่ดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์ “10 in 10 Initiative” แล้ว ไม่ว่าจะเป็น โครงการ ‘Shopee Bootcamp’ ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มติดอาวุธทางความรู้ พัฒนาทักษะให้แก่ผู้ขายและผู้ประกอบการรายย่อย และ ‘Sea Scholarship’ โดยเป็นการสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพบุคลากรสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล

Go To Lead


ททท.-พันธมิตร'เจาะ' ตลาด Hi End
นายนิธี สีแพร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยกับ หนังสือพิมพ์ ไอคลิกนิวส์ดอทคอม (www.iclciknews.com) ว่า แคมเปญนี้กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่ม นักท่องเที่ยวระดับบน ผ่านช่องทางเครือข่ายโทรคมนาคม True You เป็นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบของ Luxury แก่นักท่องเที่ยวคนไทย ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม โครงการได้มีการรวบรวมสิทธิพิเศษมากมายให้อยู่ในหมวดต่าง ๆ อาทิ ที่พัก สปา และกิจกรรมแอคทิวิตี้สุดมันส์ จากแหล่ง ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเน้นถึงความหรูหรา หลากหลาย สะดวกสบาย และประสบการณ์สุดพิเศษ ให้สมกับคำว่า Luxury เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการ และถือเป็นของขวัญพิเศษแด่ลูกค้าทรูมูฟ เอช ระดับ True Black Card
"กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่ม Hi End คนไทย คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยในการเดินทาง 10,000-15,000 บาท ต่อคน ขึ้นไป สำหรับต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวภาคใต้ ได้แก่ มาเลเซีย จีน เยอรมัน อังกฤษและสิงคโปร์ ปีที่ผ่านมารายได้ 2 แสนล้าน ปีนี้คาดว่ารายได้ไม่เกิน 3 แสนล้าน" นายนิธี กล่าว

Go To Lead


'วิรัตน์' นั่งผู้บริหาร ไทยออยล์
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ บริษัท ปตท. (บอร์ด ปตท.) ได้มีการทบทวนและปรับแผนลงทุน พร้อมแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความท้าทายต่าง ๆ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมการการ ปตท. และคณะกรรมการบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) พิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่ม ปตท. ตามผลงาน ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนี้ 1.นายอธิคม เติบศิริ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TOP มาดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. มีผล 1 ก.ย. 2562 2.นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. มาดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TOP มีผล 1 ก.ย. 2562 คณะกรรมการการ ปตท. และ คณะกรรมการพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ได้พิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารดังนี้ 1. นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น GC มาดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเลขานุการคณะกรรมการ มีผลวันที่ 1 ต.ค. 62 2. นายปฏิภาณ สุคนธมาน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย GC มาดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการใหญ่ มีผลวันที่ 1 ต.ค. 62 การแต่งตั้ง โยกย้ายผู้บริหารระดับผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้จัดการฝ่ายของ ปตท. เพื่อทดแทนผู้บริหารที่จะเกษียณอายุในปี 2562 นี้ ปตท. มีนโยบายแต่งตั้ง ล่วงหน้าก่อนผู้บริหารเกษียณอายุ 3 เดือน เพื่อให้มีการส่งมอบงาน และให้ผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้ง โยกย้าย มีระยะเวลาเพียงพอในการเรียนรู้งานก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง อีกทั้งเพื่อให้การบริหารงานของ ปตท. สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เป็นปกติของ ปตท. ที่จะมีการทบทวนแผนงาน ปรับกลยุทธ์ อีกทั้งแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ทั้งที่เป็นคนเก่งและคนดี ตามกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทชั้นนำทุกขั้นตอน เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้ง เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดย มีเป้าหมายคือ ปตท.ปตท และ เป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ เน้นความโปร่งใส สู่ความยั่งยืน ร่วมกับทุกภาคส่วน

Go To Lead


หลักสูตรเกษตรกรผู้นำ ปั้นสู่ Smart Farmer
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ปี 2561 ซึ่งกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกรผู้นำใน ศพก. ทั้ง 882 ศูนย์ๆ ละ 30 ราย รวมทั้งสิ้น 26,460 ราย รวม 77 จังหวัด ผลการประเมิน พบว่า มีเกษตรกรเข้ารับการอบรมใน ศพก. ครบตามเป้าหมาย 26,460 ราย เกษตรกรที่เข้ารับการอบรมพัฒนาเป็นเกษตรกรผู้นำ ร้อยละ 90 เข้ารับการพัฒนาจำนวน 3 ครั้ง ตามข้อกำหนดของโครงการ คือ หลักสูตรหลัก หลักสูตรบังคับ และหลักสูตรเสริม เกษตรกรทุกราย ร้อยละ 100 ได้เข้ารับการพัฒนาหลักสูตรหลัก ได้แก่ การลดต้นทุน มาตรฐานสินค้าเกษตร Zoning บัญชีครัวเรือน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรหลักของ ศพก. พืชทางเลือกตามความต้องการของชุมชน และการผลิตตามกิจกรรมแปลงใหญ่ รองลงมาพบว่า เกษตรกรร้อยละ 96 เข้ารับการพัฒนาในหลักสูตรบังคับ ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน และเกษตรกรร้อยละ 92 เข้ารับการพัฒนาในหลักสูตรเสริม ได้แก่ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน แผนธุรกิจ หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของชุมชน ภายหลังได้รับการพัฒนาจากการเข้าอบรม พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98 ได้นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพของตนเอง และสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรจากเดิม ได้แก่ การลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่างๆ หันมาผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ใช้เอง และการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน อีกทั้งได้ให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี โดยใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเพื่อเพิ่มผลผลิตในฤดูแล้ง นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีการปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานโดยประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในการประกอบอาชีพ

Go To Lead

  --  
iClickNews.com